สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมใหญ่เปิดรับฟังความคิดเห็นและประกาศทิศทางกรอบการขับเคลื่อน “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14” โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ขึ้นกล่าวในงาน “แผน 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” Thailand’s Next Agenda การประชุมประจำปี 2569 พร้อมส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ และจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างในทุกมิติเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

“สถานการณ์ในขณะนี้ ถ้ามองไปในอนาคต ประเทศไทยอยู่แบบเดิมไม่ได้ เราต้องเปลี่ยน และเราต้องเปลี่ยนเร็วเพื่อให้ทันกับสถานการณ์” นายดนุชา กล่าว

ถอดบทเรียนแผน 13: ผลิตภาพโตต่ำ-พ่ายวิกฤตรอบทิศ

นายดนุชา ย้อนประเมินผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (ปี 2566–2569) พบว่า ตัวชี้วัดภาพรวมยังคงห่างไกลจากเป้าหมายค่อนข้างมาก สาเหตุสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นจากแรงกดดันวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งผลกระทบหลังโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาพลังงานพุ่งสูง อัตราเงินเฟ้อ สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และภัยพิบัติธรรมชาติภายในประเทศ

  • รายได้ต่อหัวต่ำกว่าเป้า: แผน 13 ตั้งเป้ารายได้ประชาชาติต่อหัวไว้ที่ประมาณ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐ/ปี ภายในปี 2570 แต่ในปัจจุบัน (ปี 2568) ทำได้เพียงประมาณ 8,300 กว่าดอลลาร์สหรัฐ/ปี เท่านั้น
  • วิกฤติผลิตภาพ (Productivity): อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานในปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ซึ่งถือว่าต่ำมากและไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม
  • ความสามารถในการแข่งขัน: ปัจจุบันไทยอยู่อันดับที่ 26 ของโลก แม้จะปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 แต่ยังไม่เคยทะลุเกินอันดับ 25 โดยเป้าหมายใหม่ของรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2572 ประเทศไทยต้องติดอันดับ Top 20 และดันเศรษฐกิจเติบโตระดับ 3% Plus
  • เหลื่อมล้ำ-สังคม-สิ่งแวดล้อม: ดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) อยู่ที่ 0.64 (เป้าหมาย 0.72) ขณะที่ช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่มรวยที่สุด 10% กับกลุ่มจนที่สุด 40% อยู่ที่ 5.04 เท่า (เป้าหมายต่ำกว่า 5 เท่า) นอกจากนี้ ไทยยังมีความเสี่ยงจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงสุดขั้วสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก
  • ประสิทธิภาพภาครัฐ: ดัชนี Government Efficiency ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 32 ซึ่งยังห่างจากเป้าหมายสิ้นแผน 13 ที่ตั้งไว้ที่อันดับ 15 สะท้อนความท้าทายในการปรับปรุงระบบราชการ

มรสุมกติกาโลกใหม่ และ สังคมสูงวัยสุดขั้ว

สศช. ระบุว่า โจทย์ในอนาคตจะยากขึ้นและมาเร็วขึ้น โดยปัจจัยภายนอกเผชิญกับการย้ายฐานการผลิต ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเสื่อมถอยของกติกาโลกาภิวัตน์และบรรทัดฐานสากลที่ยึดถือมานานกว่า 50–60 ปี รวมถึงสภาวะสภาพอากาศผันผวนรุนแรง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ไทยได้เข้าสู่ 

สังคมสูงวัยสมบูรณ์ (Super-aged Society) เรียบร้อยแล้ว กำลังแรงงานมีแนวโน้มลดลง และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยสุดขั้วในเวลาอันใกล้ ควบคู่กับดิสรัปชันทางเทคโนโลยีซึ่งหากแรงงานปรับตัวไม่ทันก็มีความเสี่ยงที่จะตกงาน

เปิดกรอบแผน 14: 4 หลักคิด – 4 การเปลี่ยนแปลง

การจัดทำกรอบแผน 14 ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนใน 18 กลุ่มจังหวัด เยาวชน นักศึกษา พรรคการเมือง เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ (World Bank, ADB, UN) พร้อมตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างแผน 5 คณะ และคณะกรรมการกลางซึ่งมี นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธาน สศช. เป็นประธาน

เป้าหมายหลักของแผน 14 คือ “การสร้างเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงขึ้น ทั่วถึงมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น” โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 หลักคิด

1.Productivity: การสร้างและยกระดับผลิตภาพ

2.Inclusivity: การสร้างโอกาสและการกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึง

3.Adaptability: ความสามารถในการปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง

4.Immunity: การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต้านทานผลกระทบภายนอก

มุ่งเน้น 4 การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

1.เปลี่ยนภาคเศรษฐกิจ: จากเศรษฐกิจเดิมโตต่ำ ไปสู่เศรษฐกิจผลิตภาพสูงที่สร้าง “งานที่ดี” (Good Jobs) ให้คนไทย

2.เปลี่ยนภาครัฐ: จากขนาดใหญ่โต ไปสู่การเป็นภาครัฐขนาดกระชับ สมรรถนะสูง โปร่งใส ไร้ทุจริต

3.เปลี่ยนกำลังคน: จากจำนวนแรงงานที่ลดลง ไปสู่การมีผลิตภาพและสมรรถนะสูง

4.เปลี่ยนการบริโภค: จากการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง ไปสู่การผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เจาะลึก 13 ประเด็นปฏิรูปสำคัญ

สศช. ได้วางกลไก 13 ประเด็นปฏิรูปใน 4 กลุ่มหลัก

1.กลุ่มเศรษฐกิจ

  • ต่อยอดยกยกระดับมูลค่าฐานการผลิตเดิม (เกษตร, เกษตรแปรรูป, ท่องเที่ยว)
  • เร่งสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจ (New S-Curve) โดยอาศัยจังหวะ FDI ไหลเข้า เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง สุขภาพ Wellness และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
  • ปฏิรูปความร่วมมือ รัฐ-เอกชน-วิชาการ เพื่อสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์
  • ปฏิรูปการเงิน การคลัง และตลาดทุน เพื่อกระจายเงินทุนสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูง

2.กลุ่มภาครัฐ

  • ขจัดปัญหาคอร์รัปชันอย่างเด็ดขาดเพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD
  • ปฏิรูปโครงสร้าง ปรับลดขนาดองค์กร และควบรวม/ยกเลิกหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อนหรือไม่จำเป็น
  • กิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) และปลดล็อกเงื่อนไขที่ขัดขวางการแข่งขันเสรี เพื่อเปิดทางให้คนตัวเล็กและ SME ทำธุรกิจได้

3.กลุ่มทุนมนุษย์

  • ออกแบบสิทธิประโยชน์และสวัสดิการจูงใจการมีบุตร เพื่อแก้ปัญหาอัตราเกิดลดต่ำลงเหลือเพียง 1.1%
  • ยกระดับผลิตภาพแรงงาน วางเส้นทางเติบโตสู่ Good Jobs
  • พลิกโฉมอาชีวศึกษา โดยดึงสถานประกอบการร่วมแบ่งปันทรัพยากรสร้างแรงงานฝีมือ
  • ปฏิรูปมหาวิทยาลัย มุ่งเน้นหลักสูตรข้ามศาสตร์และการฝึกอบรมเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

4.กลุ่มสิ่งแวดล้อม

  • ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและวางโครงสร้างพื้นฐานรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • เร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างระบบไฟฟ้า Smart Grid เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ยุทธศาสตร์ ‘TRUST’ 5 เสาหลักพลิกโฉมประเทศ

นายดนุชา สรุปว่า การขับเคลื่อนทั้งหมดจะทำงานสอดประสานกันผ่าน 5 เสาหลัก “TRUST” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับอนาคตของประเทศ

  • T – Transform: การแปรรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพและเสถียรภาพการเงินการคลัง
  • R – Reform: การปฏิรูปภาครัฐ ปรับขนาดให้กระชับ เพิ่มความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต
  • U – Upgrade: การอัปเกรดทุนมนุษย์ ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน และจัดสวัสดิการที่เหมาะสม
  • S – Sustain: การบริหารจัดการทรัพยากรยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่ม และมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
  • T – Transfer: การดึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) จากเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) เพื่อสร้างนวัตกรรมของตนเอง

สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 มีกำหนดการยกร่างและผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อพร้อมประกาศใช้ในปี 2570 โดยเน้นย้ำการประกาศใช้แผนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันลงมือทำ เพราะโอกาสจากเงินลงทุนต่างชาติที่มองไทยเป็น Safe Zone ไม่ได้มีมาบ่อยนัก และนี่ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการเปลี่ยนประเทศเพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน

“โอกาสในการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยไม่ได้มีมาบ่อยนัก โอกาสที่จะมีเงินลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปีติดๆ กัน และโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็น Safe zone ไม่ได้มีบ่อยนัก… เราต้องใช้โอกาสนี้ในการที่จะเปลี่ยนประเทศไทย และมันอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของเราในการที่จะเปลี่ยนประเทศไทยในครั้งนี้” เลขาฯ สศช. สรุปทิ้งท้าย