นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า หอการค้าไทยขอสนับสนุนรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ เร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ หรือเออาร์ที เพื่อรักษาอัตราภาษีรวมให้อยู่ในกรอบประมาณ 19% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน นับตั้งแต่สหรัฐ ประกาศมาตรการภาษีต่างตอบแทนเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 68 รัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทย ได้ทำงานร่วมกันต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยเผชิญอัตราภาษีภายใต้กฎหมายไออีอีพีเอ ที่ 36% ก่อนการเจรจาจะช่วยลดกรอบลงมาเหลือ 19% ต่อมาสหรัฐ เปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 ในอัตรา 10% และปัจจุบันกำหนดภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าไทยไว้ที่ 12.5% ในประเด็นแรงงานบังคับ

“อัตรา 12.5% ในปัจจุบันยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เนื่องจากเป็นผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เฉพาะกรณีแรงงานบังคับ ยังไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับกรอบเออาร์ที ที่ประมาณ 19% ได้โดยตรง ขณะที่การไต่สวนอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการได้ตัวเลขภาษีที่ต่ำที่สุดในวันนี้ แต่ต้องเป็นกรอบที่แข่งขันได้กับคู่แข่ง มีความแน่นอน และลดความเสี่ยงจากมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต แม้มาตรการทางการค้าของสหรัฐ จะเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่สินค้าไทยยังรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดี โดยช่วง 8 เดือนของปี 69 มีมูลค่า 2.06 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดสำคัญและสินค้าไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก”

อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยจึงยืนยันสนับสนุนการเร่งสรุปเออาร์ที เนื่องจาก 3 ประเด็น

ประเด็นแรก รักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย การกำหนดเป้าหมายให้อัตราภาษีรวมอยู่ในกรอบประมาณ 18-20% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน เป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะจะช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในเงื่อนไขใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน และลดความเสี่ยงที่คำสั่งซื้อหรือฐานการผลิตจะย้ายไปยังประเทศที่มีต้นทุนภาษีต่ำกว่า

ประเด็นที่สอง ลดความเสี่ยงจากมาตรา 301 การไต่สวนมาตรา 301 มี 2 ประเด็นสำคัญ โดยกรณีแรงงานบังคับได้ประกาศผลแล้ว และสินค้าไทยอยู่ภายใต้อัตรา 12.5% ซึ่งจริงๆ แล้วประเทศไทยไม่มีปัญหานี้มานานแล้ว เราต้องเร่งประกาศกฎหมายออกมา ตามที่รัฐบาลเคยแจ้งไว้ ส่วนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังไม่ประกาศผลออกมา

ส่วนประเด็นที่สาม สร้างความแน่นอนให้การค้าและการลงทุนระยะยาว เออาร์ที จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งจากอุปสรรคทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี ทำให้ผู้ส่งออก นักลงทุน และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานสามารถวางแผนธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงช่วยผลักดันรายการสินค้ายกเว้นที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และยางพารา เพื่อให้การส่งออกไปสหรัฐ เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน