เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบการประมูลก่อสร้างถนนสาย 288 ใน จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร (กม.) ใช้งบประมาณ 450 ล้านบาท ส่อทุจริตฮั้วประมูลหรือไม่

โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตนมายื่นเรื่องเพื่อขอให้กรรมาธิการฯ ตรวจสอบโครงการถนนทองคำที่ จ.บุรีรัมย์ หรือถนนสาย 288 ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นอะไรนักหนา เนื่องจากถนนเป็นเส้นรอบเมือง ผ่านหน้าศูนย์ราชการแห่งใหม่ ระยะทาง 2.8 กม. ใช้งบประมาณ 450 ล้านบาท ดังนั้น วันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนไปยื่นเรื่องเพื่อขอให้ระงับโครงการ ขอพักเอกสารทั้งหมด จากนั้น วันที่ 22 พ.ค. ตนได้ไปติดตามผล ซึ่งสุดท้ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ระงับโครงการนี้ไว้ เนื่องจากไม่มีผู้มาประมูล แต่ในช่วงสถานการณ์การเมืองมีวิกฤติหลายอย่างเกิดขึ้น กลับมีการอาศัยช่วงชุลมุนนี้นำโครงการดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง มีการเปิดประมูลและได้ผู้ชนะการประมูลแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการประกาศรายชื่อผู้ชนะ

“วันนี้จึงมายื่นต่อคณะกรรมาธิการฯ ให้ตรวจสอบหน่อยว่ามันเกิดขึ้นที่บุรีรัมย์ จะเอาให้ได้เลยใช่ไหม ดูจากสายตาพี่น้องประชาชนไม่ต้องเป็นวิศวกรก็รู้ว่าไม่คุ้มค่าแน่นอน 450 ล้าน และมีการทุจริต ล็อกสเปก เรื่องของการล็อกซองในการฮั้วประมูลหรือไม่ อย่างไร” นายภัทรพงศ์ กล่าว

ด้าน น.ส.รักชนก กล่าวว่า สำหรับถนนทองคำที่บุรีรัมย์เส้นนี้ มีการตั้งคำถามว่าระยะทางสั้นๆ 3 กม. ทำไมต้องใช้งบประมาณสูงถึง 450 ล้านบาท เมื่อประมูลรอบแรกไม่สำเร็จ เหตุใดยกขึ้นมาประมูลอีกครั้ง มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร ดังนั้น ตนในฐานะประธานกรรมาธิการติดตามงบฯ จะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการฯ ต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเป็นถนนที่เกิดขึ้นที่บุรีรัมย์ซึ่งเป็นจังหวัดอันดับหนึ่งเรื่องการทำถนน รื้อ แล้วก็ทำใหม่ มีการตั้งงบประมาณ หรือสร้างถนนที่มีเลนมากเกินจำเป็น มากเกินที่จะคุ้มค่า ซึ่งมันเป็นเพราะอะไรนั้น พวกเราก็รู้ๆ กันอยู่ จึงต้องบอกว่าทรัพยากรที่ถูกดูดกลืนไปใช้ในจังหวัดใดมากเกินจำเป็น แปลว่ามันต้องเบียดเบียนเอามาจากจังหวัดอื่นๆ จังหวัดข้างเคียง

“ขอความเข้าใจจากพ่อแม่พี่น้องชาวบุรีรัมย์ว่าเราไม่ได้อยากจะไปตัดงบฯ ของท่าน หรือไม่ได้อยากที่จะไปฉุดรั้งความเจริญของ จ.บุรีรัมย์ แต่เราต้องพูดกันจริงๆ ว่า บางทีการที่ จ.บุรีรัมย์ ได้อะไรที่มากเกินไป ด้วยอำนาจที่สามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่ามันใช้ไปในทางมิชอบหรือเปล่า หรือว่าได้มาแบบไหน มันเป็นการไปดูดกลืนเอาทรัพยากรของจังหวัดรอบๆ ข้าง ที่ควรจะได้ถนน ได้สาธารณูปโภคพื้นฐานเหมือนกันนี้มา” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับนักการเมืองท้องถิ่นหรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า โครงการทำถนนเส้นดังกล่าวเป็นงบประมาณส่วนกลาง กรมทางหลวงเป็นคนดำเนินการ “ก็ท่านพิพัฒน์นั่นแหละครับ ไปตามนะครับ”.