ระหว่างที่หน่วยงานของรัฐลอยตัว ทำงานเป็นไซโล หน่วยงานพยากรณ์คลุมเครือ ไม่ถูก ไม่ผิด ไม่ฟันธง ประคองวงไม่สร้างความตื่นตระหนก หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ฟัง ไม่นำข้อมูลไปเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชน
สวนทางอินฟลูภัยพิบัติที่ใช้ภาษาคนง่าย ๆ สะท้อนภาพสถานการณ์เลวร้ายสุดขีด สร้างดราม่าให้คนตื่นตัว เตรียมความพร้อม ช่วยตัวเองให้อยู่รอด ถ้าเกิดจริงก็ผ่อนหนักเป็นเบา ถ้าไม่เกิดตามนั้นก็ถือว่าเตรียมไว้ไม่เสียหาย
บทเรียนภาษาราชการที่ประชาชนเริ่มจะเข้าใจดีขึ้น ถ้าเราได้ยินภาครัฐแจ้งว่า “ให้เฝ้าระวัง” แปลว่า ภัยมาถึงหน้าบ้านไม่ทันแล้ว ถ้ารายงานว่า “สถานการณ์จัดการได้ กำลังเร่งประสานงาน” แปลว่า กำลังไม่พอ รับมือไม่ไหว ให้รีบหาข้อแก้ตัว ถ้าออกประกาศว่า “อย่าตื่นตระหนก” แปลว่า หายนะแน่ ให้ช่วยตัวเอง ถ้าเหล่าข้าราชการรายงานนายที่ลงพื้นที่ว่า “วางใจได้ วางกำลังเต็มพื้นที่ ดำเนินการเต็มกำลังทั้งวันทั้งคืน” แปลว่า ขยันทำงาน แต่รับมือไม่ไหว ย่อยยับเกินเยียวยา ถ้ารายงานต่อว่า “ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งวางแผนรับมือแล้ว ไม่ต้องกังวล” แปลว่า หน่วยงานผมไม่เกี่ยว โยนไปหน่วยงานอื่น ให้ไปไล่เอาเอง ไม่มีใครรับผิดชอบ และถ้าออกมาให้ข่าว พร้อมรอยยิ้มเคล้าน้ำตาว่า “เอาอยู่” พวกเราคงจะเข้าใจกันดี ว่าเอาอะไร ถึงตอนนี้ “ตัวใครตัวมัน”

5 บทเรียนที่ถอดแล้วไม่จำ ไม่เคยทำ
1.ระบบเตือนภัย และสื่อสารสาธารณะ เตือนแบบไม่เข้าใจประชาชน ใช้ภาษาราชการเข้าใจยาก ควรใช้ภาษาคน บอกว่าต้องทำอะไร บอกสภาพที่ผู้คนจะเจอ แถมยังแจ้งเตือนล่าช้า เตือนแล้วไม่สานต่อ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่ฟัง หรือฟังแล้วไม่เข้าใจ ไม่รีบตั้ง War Room รอให้ภัยมาถึงตัวประชาชนแล้วค่อยประกาศเป็นทางการ มักจะเตือนตอนดึกที่คนหลับใหล ตื่นมาก็ทำอะไรไม่ทันแล้ว เสาร์อาทิตย์นอกเวลาราชการยิ่งไม่เห็นใคร
2.สถิติ ข้อมูลขนาดใหญ่ และการสร้างฉากทัศน์ทางเลือก ทุกหน่วยงานมีข้อมูลมากมาย แต่ใช้ไม่เป็น แถมหวงข้อมูล ไม่แบ่งปันบูรณาการ ที่สำคัญไม่สามารถแปลงข้อมูลสำคัญมาใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติได้ ซึ่งปัจจุบันคนทั่วไปสามารถดึงข้อมูลสาธารณะ ที่หาได้ทั่วไปตามเน็ตมาให้ AI ประมวลผล สร้างฉากทัศน์ตั้งแต่เบาที่สุดถึงที่เลวร้ายที่สุดได้ และสื่อสารส่งข้อมูลช่วยเหลือกันเอง งบประมาณหน่วยงานรัฐที่ได้ไปจึงไร้ประโยชน์

3.การบริหารจัดการภัยพิบัติแบบรวมศูนย์ ผู้บัญชาการสั่งได้ทุกหน่วยงาน ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติเราคาดหวังจะเห็น 1. ผู้นำ และ 2. War Room ที่มีระบบแบบตอนหมูป่าติดถ้ำ ห้องบัญชาการมี Dashboard ดูข้อมูลได้เรียลไทม์ ผู้บัญชาการสามารถวิเคราะห์ สั่งการ และบริหารสถานการณ์ได้ที่จุดเดียว สามารถเปิดเผยสื่อสารให้ประชาชนได้ทันที ไม่ต้องไปยืนชี้นิ้วท่ามกลางสายฝน นั่งท้ายกระบะตระเวนไปทั่วเมือง แล้วแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย ได้แต่สร้างภาพว่าขยันไม่หลับไม่นอน ถึงเวลาแล้วที่ War Room ส่วนกลาง และท้องที่ต้องมา
4.การส่งความช่วยเหลือ กู้ภัย และเยียวยา ประชาชนพึ่งพาอาสาสมัคร มูลนิธิ สมาคม ได้มากกว่าหน่วยงานรัฐ เหล่าอาสาสมัครลงพื้นที่รวดเร็ว ถึงก่อนเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ติดเสาร์อาทิตย์เวลาราชการ มีเครื่องมือครบ เราสงสัยว่าหน่วยงานราชการที่มีงบประมาณมากมาย มีเครื่องมือพร้อม ทำไมเงียบเขาหายไปไหน หรือรอนายลงพื้นที่มาสั่งงาน หรือมัวแต่เตรียมเครื่องเคียงให้นายผัดข้าวโชว์สื่อ นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องการเยียวยาที่คงจะยุ่งยากล่าช้า ต้องมีเอกสารหลักฐานมากมาย ผู้ประสบภัยที่เจอทุกข์มาหนักแล้ว ยิ่งเครียดขึ้นไปอีก

5.การปรับผังเมืองสะเทินน้ำสะเทินบก และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เราไม่ให้ความสำคัญกับกระดุมเม็ดแรก “ผังเมืองยุคโลกเดือด” ซึ่งเมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังปรับใหญ่ ด้วยวิธีธรรมชาติ วิศวกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัย ถ้าเราไม่ปรับเปลี่ยนผังเมืองเพื่อรองรับภัยพิบัติใหญ่ เราไม่เตรียมเมืองให้รับน้ำฝน 300–400 มม. เราไม่สร้างพื้นที่รองรับน้ำ ขยายทางน้ำให้ใหญ่พอ ไม่เตรียมรับมือน้ำทะเลหนุนสูง เราจะเจอภัยแบบนี้วนไป
เวลาผ่านไปหลายวัน ภัยพิบัติ แบบใหม่ Slow Burn กระหน่ำเราแบบช้า ๆ เนิบ ๆ วนไป แต่เจ็บหนักกว่าที่เคย ปั่นป่วนรอเพื่อนน้ำเหนือมาเติม รอเพื่อนน้ำทะเลหนุน ถ้าเรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของ 5 บทเรียนที่ถูกถอดไว้นี้ มหันตภัยครั้งต่อไปจะยิ่งหนักหนาสาหัสกว่านี้ เรายังไม่เห็น “ภาวะผู้นำ” ของผู้นำคนใดออกมาประกาศรับผิดชอบ และแจ้งแนวทางใหม่ การแก้ไข 5 บทเรียนนี้เลย
แบบนี้คงเรียกได้ว่าเราอยู่ในสถานการณ์ … “เอาอยู่”.


