หลังจากรัฐบาลได้ให้ปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เพื่อให้ MPI สามารถสะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยให้เป็นปัจจุบัน ครอบคลุมการลงทุนใหม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดโลก หลังจากฐานเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 64 โดยปรับปรุงในประเด็นเพิ่มความครอบคลุม และเพิ่มกลุ่มตัวอย่างข้อมูลโรงงาน ผ่านคณะทำงานปรับปรุงข้อมูลเศรษฐกิจ
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุว่า ได้ปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เพิ่ม 3 ผลิตภัณฑ์ไฮเทคใหม่ เข้าสู่การคำนวณดัชนีเอ็มพีไอ เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทยที่เป็นปัจจุบัน ครอบคลุมการลงทุนใหม่ และผลิตภัณฑ์เกิดใหม่ในตลาดโลก จากฐานเดิมใช้ตั้งแต่ปี 64 โดยเพิ่มอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแบบออปติคอล สินค้าดาวรุ่งหลัก มูลค่าส่งออกปี 68 สูงถึง 456,416.08 ล้านบาท คิดเป็น 4.09% ของมูลค่าส่งออกรวม จ้างงานกว่า 21,000 ราย
นอกจากนี้ยังเพิ่มเครื่องโน้ตบุ๊กและแล็ปท็อป มูลค่าส่งออกปี 68 สูงถึง 200,381.40 ล้านบาท คิดเป็น 1.8% ของมูลค่าส่งออกรวม จ้างงานกว่า 20,000 ราย และเครื่องสำรองไฟฟ้าสำหรับหน่วยประมวลผล หรือยูเอสบี เซิร์ฟเวอร์ มูลค่าส่งออกปี 68 สูงถึง 145,466.44 ล้านบาท คิดเป็น 1.3% ของมูลค่าส่งออกรวม จ้างงานกว่า 9,000 ราย
ทั้งนี้ สศอ. ได้ปรับเพิ่มประมาณการดัชนีเอ็มพีไอ ปี 69 ขยายตัว 2.75-3.75% ปรับเพิ่มขึ้นอย่างกระโดดจากเดิมที่คาดไว้ 0-0.5% และได้ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพี ภาคอุตสาหกรรม ปี 69 เป็นขยายตัว 0.8-1.8% จากเดิมคาดไว้ 0.75-1.75% หลังจากได้ปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีให้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจและโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นจริง
ส่วนสถานการณ์ดัชนีเอ็มพีไอ ประจำเดือน ส.ค. 69 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 103.43 ขยายตัว 4.44% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 0.11% เทียบกับเดือนก่อนหน้า มีอัตราการใช้กำลังการผลิต ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 58.28% เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง, มาตรการภาครัฐผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่เข้ามาช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนภายในประเทศ, การอ่อนค่าของเงินบาทที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดต่างประเทศ รวมถึงกระแสการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอไอ และดาต้าเซ็นเตอร์
อย่างไรก็ตามภาคอุตสาหกรรมยังคงมีปัจจัยกดดันที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งผันผวนสูงจนกระทบต่อต้นทุนการผลิต, ความตึงตัวในการจัดหาวัตถุดิบอย่างเม็ดพลาสติก ตลอดจนการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ด้านผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ขณะนี้ สศอ. อยู่ระหว่างการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลเพื่อประเมินความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างละเอียดต่อไป



