เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการวินิจฉัยกรณีฮั้วในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า ตนมีคำถามสำคัญคือ กกต. มีอำนาจในการใช้ดุลพินิจแค่ไหน แล้วจะเท่ากับการตามอำเภอใจหรือไม่ การใช้อำนาจดุลพินิจของ กกต. ต้องอยู่ภายใต้กรอบของวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หากเกินกว่านั้นคือตามอำเภอใจ ซึ่งหลักดังกล่าวเปิดให้ตัดสินใจได้หลายช่องทางตามความเหมาะสม แต่เมื่อนำมาใช้กับการได้มาซึ่งสว. ตามมาตรา 62 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มีการกำหนดเงื่อนไขให้ตัดสินใจได้เพียงทางเดียวคือ หากมีหลักฐานที่เชื่อได้ ก็ไม่สามารถเลือกเป็นอย่างอื่นได้ ต้องส่งศาลฎีกาเท่านั้น แต่ปัญหาคือสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายตามมาตรา 62 หรือไม่นั้น ต้องเกิดจากการประเมินน้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมด

นายวัส กล่าวอีกว่า ปัญหาต่อมา คือในการใช้อำนาจของ กกต. กฎหมายกำหนดไว้ว่า กกต. จะต้องใช้มาตรฐานความเป็นกลาง 4 ประการ คือ สุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ พร้อมตั้งคำถามว่า กกต. ใช้มาตรฐานดังกล่าวหรือไม่ ในส่วนของการวินิจฉัยนั้น ขึ้นอยู่กับว่าในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานที่มีเหตุอันควรสงสัยมีเพียงพอให้ตั้งข้อกล่าวหาหรือไม่ หลังจากนั้นจะนำไปสู่หลักฐานอันควรเชื่อ เพื่อให้กกต.ลงมติว่าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ แล้วส่งไปยังศาลฎีกา จึงนำไปสู่คำถามว่าพยานหลักฐานที่กกต.มีอยู่ เป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้หรือไม่ บรรทัดฐานที่ กกต. ลงมติเสียงข้างมาก มีเหตุผลอย่างไร ไม่ต้องยืดยาว แต่มีหลักเพียงว่า เอาเปรียบผู้อื่นและเป็นธรรมหรือไม่ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ กกต. มีมติ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่ายังไม่มีการแสดงเหตุผลประกอบว่าดำเนินการต่อหรือยุติเพราะเหตุใดบ้าง จึงยังตอบคำถามก่อนหน้านี้ไม่ได้

ส่วนทางเลือกที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นายวัส กล่าวว่า มี 6 ช่องทางที่จะไปต่อได้ คือ ช่องทางแรก คือการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกสามารถร้องเองได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญยังไม่พบว่าสามารถทำได้ แต่ก็ปรากฏบางกรณีที่ศาลฎีการับไว้พิจารณา เช่น กรณีการจัดกลุ่มก็มีการนัดที่จะไต่สวนแล้ว ตนจึงเชื่อว่า หากผู้มีสิทธิเลือก สว. ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาก็สามารถทำได้ ช่องทางที่ 2 คือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงสามารถที่จะยื่นฟ้องเอาผิดกับ กกต. แต่จะเข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล ซึ่งที่ผ่านมามีแนวทางไม่แน่นอน

นายวัส กล่าวว่า ช่องทางที่ 3 คือการร้องต่อ ป.ป.ช. ซึ่งก็จะมีการไต่สวน ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดแล้วจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ ส่วนจะไปถึงขั้นถอดถอน กกต. เนื่องจากมาตรฐานทางจริยธรรมได้หรือไม่นั้น นายวัสประเมินไว้ในระดับต่ำ เนื่องจากใช้เวลานาน เพราะแม้แต่กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ทั้ง สว. และ สส. ได้ยื่นคำร้องไปยังประธานรัฐสภา เพื่อให้แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตรวจสอบ ป.ป.ช. ในคดีดังกล่าว ผ่านมาสามเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้นายวัสตั้งข้อสังเกตว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายคดีอาญาแล้วหรือไม่

ช่องทางที่ 4 คือศาลอาญา ในการเอาผิดต่อ กกต. อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้สมัครในระดับอำเภอ แต่ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้สมัคร สว. มากกว่า และไม่ได้มีผลต่อการลงมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา อีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการกว่าสามชั้นศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ส่วนช่องทางที่ 5 คือช่องทางการร้องต่อศาลปกครองก็ใช้เวลานานเช่นเดียวกัน และช่องทางที่ 6 คือการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง สว. เป็นโมฆะ นายวัสมองว่าไกลเกินไป เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุถึงความลับในการลงคะแนนของ สว. แต่ไปอยู่ใน พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นกฎหมายระดับรอง จึงไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ.