หลังฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อน้ำเริ่มลดลง สิ่งที่ตามมาคือ ‘กองขยะจำนวนมาก’ ทั้งคราบโคลน เศษเฟอร์นิเจอร์ที่เสียหาย และขยะที่ถูกนำมากองไว้หน้าบ้านและริมทางในหลายพื้นที่ เช่น ถนนรามคำแหง ถนนศรีนครินทร์ ถนนพัฒนาการ และเขตมีนบุรี

ขยะที่ตกค้างหลังน้ำลดจึงกลายเป็นโจทย์ที่กรุงเทพมหานครต้องเร่งจัดการ โดยช่วงวันที่ 28-30 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานคร ภายใต้การขับเคลื่อนของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ‘พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์’ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เร่งดำเนินการตาม ‘แผนบริหารจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลในภาวะอุทกภัย พ.ศ. 2569’ ระดมรถและเรือท้องแบนเข้าพื้นที่ที่เข้าถึงยาก พร้อมประสานกำลังทหารช่วยขนย้ายขยะชิ้นใหญ่ เพื่อเตรียมทำความสะอาดครั้งใหญ่ ก่อนที่ขยะจะไหลกลับไปสร้างปัญหาให้ระบบระบายน้ำของเมือง
ขยะเมืองมีอยู่เท่าไหร่
ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ปี 2566 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้น 26.95 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 73,840 ตันต่อวัน ในจำนวนนี้ กรุงเทพฯ มีขยะมูลฝอย 12,748 ตันต่อวัน คิดเป็น 17% ของปริมาณขยะทั้งประเทศ ส่วนปี 2567 ขยะมูลฝอยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 27.20 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 74,529 ตันต่อวัน
ส่วนข้อมูลของกรุงเทพฯ จากรายงานประจำปี 2568 ของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. เป็นตัวเลขขยะที่จัดเก็บได้ในแต่ละวัน โดยปี 2563 จัดเก็บได้ 9,519 ตันต่อวัน ก่อนลดลงเหลือ 8,675 ตันต่อวันในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิด-19 จากนั้นเพิ่มเป็น 8,979 ตันต่อวันในปี 2565 และ 8,775 ตันต่อวันในปี 2566 ก่อนเพิ่มเป็น 9,238 ตันต่อวันในปี 2567 และ 9,231.40 ตันต่อวันในปี 2568
อย่างไรก็ตาม ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ยังไม่มีตัวเลขที่สรุปแน่ชัดว่าหลังน้ำท่วมช่วงปลายเดือนกันยายน มีขยะมูลฝอย ขยะชิ้นใหญ่ และขยะอันตรายเกิดขึ้นรวมเท่าไร แต่พบว่าขยะชิ้นใหญ่ อย่างโซฟา ฟูก ที่นอน และเศษวัสดุที่ลอยไปอุดตันบริเวณสถานีสูบน้ำและคลองสายหลัก มีปริมาณสะสมอยู่ที่ 5-10 ตันต่อวัน
ขยะกระทบระบบเมือง
หลังน้ำลด ขยะและพลาสติกที่ถูกน้ำพัดลงคลองอาจไปติดตามตะแกรงหน้าสถานีสูบน้ำหรือฝาท่อระบายน้ำ ทำให้การระบายน้ำทำได้ช้าลง หากมีฝนตกหนักตามมาอีก น้ำก็อาจกลับมาท่วมขังในพื้นที่เดิมได้
ขยะอันตรายภายในบ้านก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องระวัง โดยเฉพาะสารเคมี น้ำยาฟอกขาว หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกรมควบคุมมลพิษระบุว่าอาจมีสารอันตราย เช่น ปรอท แมงกานีส และตะกั่ว หากภาชนะเสียหายหรือถูกน้ำชะล้าง สารเหล่านี้อาจรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำและชั้นดิน และสะสมในระบบนิเวศได้
ขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหารและสิ่งของที่เน่าเสีย หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และทำให้น้ำในชุมชนสกปรกและเน่าเสีย ขณะเดียวกัน พนักงานเก็บขนขยะที่ต้องทำงานในพื้นที่หลังน้ำลดก็มีโอกาสสัมผัสขยะและน้ำที่ปนเปื้อน จึงเสี่ยงต่อโรคที่มากับน้ำ เช่น น้ำกัดเท้าและโรคฉี่หนู โดยเฉพาะหากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
เรื่องดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือเอสดีจี ในข้อ 11 ว่าด้วยเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน ครอบคลุมการจัดการขยะจากภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยให้เมืองฟื้นตัวได้ ขณะที่เอสดีจี 12 ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ครอบคลุมการคัดแยกขยะและการจัดการของเสียอันตรายตามแนวคิด 3 อาร์ ได้แก่ ลดการใช้ ใช้ซ้ำ และรีไซเคิล
แยกขยะ 3 ประเภท
แนวทางของกทม. เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 รวมถึงคำแนะนำของกรมควบคุมมลพิษและกรมอนามัย ปี 2568 แบ่งขยะหลังน้ำลดออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้ประชาชนคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง
กลุ่มแรก ขยะทั่วไปและขยะเปียก เช่น เศษอาหาร สิ่งปฏิกูล ขยะอินทรีย์เน่าเสีย และขยะแห้งทั่วไป ควรใส่ถุงพลาสติกและมัดปากถุงให้แน่น เพื่อป้องกันน้ำชะขยะรั่วไหล ส่วนขยะแห้งควรวางไว้บนที่สูง หากมีเศษแก้วหรือกระจกแตก ให้ห่อด้วยกระดาษหนาและติดป้าย ‘แก้วแตก’ จากนั้นรอรถเก็บขนขยะของ กทม. ตามรอบ ซึ่งเข้าจัดเก็บทุก 2-3 วัน
กลุ่มที่สอง ขยะอันตรายพิเศษ เช่น ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ หลอดไฟ กระป๋องสเปรย์ สารเคมี และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำ ต้องแยกออกจากขยะทั่วไป บรรจุในภาชนะที่แข็งแรงและกันน้ำได้ พร้อมติดป้าย ‘ขยะอันตราย’ ให้เห็นชัดเจน และห้ามเทสารเคมีลงน้ำ จากนั้นนำไปทิ้งที่จุดรับขยะอันตรายของชุมชน หรือสถานที่พักรวมขยะอันตรายของสำนักงานเขต
กลุ่มที่สาม ขยะชิ้นใหญ่ เช่น เฟอร์นิเจอร์ที่เสียหาย โซฟา ฟูกที่นอน เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และเศษวัสดุ ควรถอดแยกชิ้นส่วน ตัดสิ่งของที่ยาวเกิน 1 เมตรให้สั้นลง และมัดรวมให้เรียบร้อย ห้ามนำไปวางขวางทางน้ำหรือทิ้งลงคลอง ส่วนการนำออกจากบ้าน ให้จัดวางก่อนเวลา 08.30 น. ตามตาราง ‘นัดทิ้ง นัดเก็บ ขยะชิ้นใหญ่’ หรือแจ้งผ่าน Traffy Fondue และสายด่วน 1555
จัดการขยะหลังน้ำลด
กรุงเทพมหานครวางระบบเก็บขนขยะตามระดับน้ำท่วม โดยเลือกใช้พาหนะให้เหมาะกับระดับน้ำ ตั้งแต่รถอัดขยะขนาด 2 และ 5 ตันสำหรับพื้นที่น้ำไม่สูง รถกระบะบรรทุกเทท้ายสำหรับพื้นที่น้ำระดับปานกลาง ไปจนถึงเรือท้องแบนที่ติดตั้งถังขยะขนาด 660 ลิตรสำหรับพื้นที่น้ำท่วมสูง พร้อมใช้ระบบจับคู่ช่วยเหลือ เพื่อดึงกำลังพลและอุปกรณ์จากเขตที่ได้รับผลกระทบน้อยเข้าไปช่วยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาก
หลังน้ำลด การคัดแยกขยะตั้งแต่หน้าบ้านเป็นอีกส่วนที่ช่วยให้การเก็บขนทำได้ง่ายขึ้น เจ้าหน้าที่ทำงานได้ปลอดภัยขึ้น และลดโอกาสที่ขยะจะหลุดลงไปอุดตันระบบระบายน้ำของเมือง
เมื่อเมืองต้องรับมือกับฝนหนักและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีก การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจึงมีส่วนช่วยให้การฟื้นฟูเมืองหลังภัยพิบัติทำได้เร็วขึ้น เพราะขยะที่ทิ้งไม่ถูกที่อาจกระทบทั้งระบบระบายน้ำ สิ่งแวดล้อม และคนทำงาน การแยกขยะให้ถูกประเภทตั้งแต่หน้าบ้านจึงช่วยให้การเก็บกู้หลังน้ำลดทำได้เป็นระบบมากขึ้น และลดโอกาสที่ขยะจะกลับมาซ้ำเติมปัญหาของเมืองอีกครั้ง



