เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569 สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาในหัวของ “คดีฮั้ว สว. : เรื่อง จริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ตอนหนึ่งว่า คำว่า “ฮั้ว”  มีรากศัพท์มาจากภาษาจีนคือคำว่า “เหอ” แปลว่า รวมหัวกัน รวมกัน หรือร่วมมือกัน ซึ่งความหมายดั้งเดิมเป็นความหมายที่ดี แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการตกลงทำธุรกรรมในทางไม่ดี กลับกลายเป็นเรื่องการสมรู้ร่วมคิด โดยในอดีตศาลฎีกาเคยวางหลักเบื้องต้นว่าเป็นเสรีภาพในการทำสัญญา จึงไม่เป็นโมฆะ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อการฮั้วประมูลขยายวงกว้างจนเกิดการข่มขู่ คุกคาม ทำร้าย ไปจนถึงการฆ่ากันตายเพื่อผลประโยชน์ของผู้รับเหมา ศาลฎีกาจึงกลับคำวินิจฉัยวางบรรทัดฐานใหม่ว่า การฮั้วประมูลที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะทันที พร้อมกับการตรา พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ซึ่งกำหนดโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต พร้อมย้ำว่า ความผิดฐานฮั้วนี้มีความร้ายแรงกว่ามาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเสียอีก ดังเช่นที่เคยปรากฏในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่มีความผิดฐานฮั้วรวมอยู่ด้วย 

ปัจจุบันขบวนการฮั้วได้พัฒนาการมาสู่ “การฮั้วทางการเมือง” หรือ Collusion ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่เลวร้ายอย่างยิ่ง เพราะเกิดจากกลุ่มบุคคลหรือนักการเมืองรวมตัวกันวางแผนจัดตั้ง หรือล็อกผลลัพธ์ทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน โดยเฉพาะการเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้เลือกกันเองและเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง สส. ราวฟ้ากับเหว เนื่องจากไม่มีประชาชนทั่วไปมาร่วมลงคะแนน จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มทุนและเครือข่ายพรรคการเมืองเข้ามาแทรกแซง 

“พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นคือการจ้างคนมาลงสมัครเพื่อบล็อกโหวต โดยผู้ถูกจ้างเข้ามาทำหน้าที่เป็นหัวคะแนนและไม่ลงคะแนนให้ตัวเอง แต่รับเงินเพื่อมาโหวตตามคำสั่ง มีการจัดทำ “โพยฮั้ว” หรือกำหนดหมายเลขผู้สมัครล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการนัดแนะจัดเลี้ยงและพาไปเก็บตัวนอกรอบ ส่งผลให้ผู้สมัครอิสระที่ตั้งใจเข้ามาทำหน้าที่จริงถูกตัดสิทธิและน็อกกลางอากาศโดยไม่ได้คะแนนแม้แต่เสียงเดียว นอกจากคะแนนที่ตนเองลงให้ตัวเอง”

ศ.(พิเศษ) วิชา กล่าวถึงข้อเสนอของ ศ.(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ที่เสนอให้ใช้ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการฮั้ว สว. ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมถึงแนวทางของนายวัส ที่เสนอไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งและศาลปกครอง โดยย้ำว่าทุกช่องทางสามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เวลานาน  อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิจารณาคดีการเมืองในลักษณะนี้ไม่ใช่คดีอาญาแท้ๆ จึงห้าม กกต. และศาล นำหลักกฎหมายอาญาอย่างการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือหลัก “การพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย หากสงสัยให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย” มาปรับใช้เด็ดขาด เพราะหากนำมาใช้จะถือว่าผิดฝาผิดตัวและผิดหลักการอย่างมหันต์ 

การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ต้องยึดหลักเกณฑ์ “มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย หากพบพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานและสำนวนทั้งหมดมาตรวจสอบได้เอง อย่างเช่นกรณีที่ตนเคยส่งเรื่องไป ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งศาลสงสัยจึงได้เรียกสอบ คำสั่งมอบอำนาจของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาตรวจสอบเองโดยคู่ความไม่ได้ส่ง 

นอกจากนี้ ยังมีช่องทางด้านมาตรฐานจริยธรรม เมื่อกระบวนการขาดความเชื่อมั่นศรัทธา ย่อมถือว่าขาดจริยธรรม ซึ่ง ป.ป.ช. สามารถส่งฟ้องตรงต่อศาลฎีกา (ศาลฎีกาปกติ) เพื่อสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่และถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ทันที 

ศ.(พิเศษ) วิชา ได้ยกบทเรียนจากประเทศเกาหลีใต้ขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการพิทักษ์ประชาธิปไตย ด้วยกลไกการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจากมูลเหตุเรื่องจริยธรรมได้อย่างรวดเร็วเด็ดขาด ตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีหญิงที่ใช้เวลาเพียง 3 เดือน จนถึงประธานาธิบดีคนล่าสุดที่พยายามยึดสภาและประกาศกฎอัยการศึก ก็ถูกกระบวนการสั่งให้หลุดจากตำแหน่งภายในเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

“สังคมไทยจึงต้องนำโมเดลความรวดเร็วนี้มาปรับใช้เพื่อร่วมกันแก้ปัญหากระบวนการฮั้วอำนาจรัฐให้เบ็ดเสร็จภายใน 3 เดือน การปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึง 6 เดือน หรือปล่อยให้ครองอำนาจเป็นปีถือว่าช้าเกินไปอย่างยิ่ง เพราะหากยังยอมปล่อยให้ผู้ที่เข้าสู่อำนาจโดยมิชอบครอบครองอำนาจรัฐต่อไป ระบอบประชาธิปไตยของไทยจะถูกบ่อนทำลายจนกลายพันธุ์เป็นระบอบเผด็จการที่ไม่มีใครต้องการในที่สุด” ศ.(พิเศษ) วิชา กล่าว