เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 30 ก.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ที่ประชุมพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาที่เสนอโดยสมาชิกจากหลายพรรคการเมืองในประเด็นเดียวกัน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การรับมือปัญหาอุทกภัยในภาวะวิกฤติ ตลอดจนมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน ก่อนเสนอให้รัฐบาลนำไปพิจารณาดำเนินการ

ทั้งนี้ นายปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส.นครนายก พรรคกล้าธรรม กล่าวอภิปรายว่า เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งหาดใหญ่ น่าน และล่าสุดนครนายก สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์อุทกภัย โดยเฉพาะ จ.นครนายก ซึ่งได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 30,000 ครัวเรือน และบางพื้นที่มีระดับน้ำสูง 2-3 เมตร จนประชาชนไม่สามารถออกจากบ้านได้ ขณะที่บางรายต้องปีนขึ้นที่สูงหรือเกาะต้นไม้เพื่อเอาชีวิตรอด ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบ้านเรือนประชาชน แต่ยังครอบคลุมถึงธุรกิจ รถยนต์ ร้านค้า โรงแรม รีสอร์ท และกิจการขนาดเล็กจำนวนมาก พร้อมยอมรับว่าน้ำป่าและฝนตกหนักเป็นภัยธรรมชาติ แต่ตั้งคำถามถึงระบบบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า สามารถเตรียมการและบริหารมวลน้ำล่วงหน้าได้เพียงใด สิ่งที่เราไม่เคยเข้าใจเลย คือการบริหารจัดการน้ำปริมาณน้ำในเขื่อนที่ตนระบุว่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 93 เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 69 และตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการเร่งระบายน้ำล่วงหน้า ก่อนที่จะมีฝนตกหนักและน้ำป่าจำนวนมากไหลลงมา

นายปิยวัฒน์ ยังกล่าวถึงการพยากรณ์อากาศ โดยเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีระบบเตือนภัยที่แม่นยำและสื่อสารกับประชาชนให้ชัดเจนมากขึ้น พร้อมเสนอให้มีการศึกษาข้อมูลจากแหล่งพยากรณ์ต่าง ๆ ประกอบกับข้อมูลทางราชการ เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า ในส่วนของหน่วยงานด้านชลประทานและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือข้าราชการระดับสูงบ่อยครั้ง อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของแผนงานและการบริหารจัดการ ท่านต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจระบบบริหารจัดการน้ำอย่างแท้จริง

นายปิยวัฒน์ ยังกล่าวถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลงานด้านดังกล่าว โดยตั้งคำถามถึงการโยกย้ายข้าราชการและการเปลี่ยนแปลงแนวทางบริหารงาน พร้อมเสนอว่า หากมีปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำ รัฐบาลควรนำประสบการณ์ของผู้ที่เคยรับผิดชอบงานด้านนี้มาประกอบการแก้ไขปัญหา

“ชลประทานไม่ใช่ที่ฝึกงานของใคร ชาวบ้านต้องการคนที่เชี่ยวชาญ ต้องการคนที่เข้าใจงาน” นายปิยวัฒน์ กล่าว

สส.นครนายก กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประชาชนจำนวนมากยังต้องเผชิญกับความเดือดร้อนอย่างหนัก บางครอบครัวไม่มีอาหารรับประทานต่อเนื่องหลายมื้อ บางบ้านไม่สามารถเปิดประตูออกจากบ้านได้ เนื่องจากระดับน้ำสูงกว่า 1-2 เมตร ขณะที่การช่วยเหลือจากภาคประชาชน ทหาร ผู้นำชุมชน และอาสาสมัคร เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อน ตนร่วมกับมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า และผู้สนับสนุนจากภาคส่วนต่าง ๆ จัดทำอาหารกล่องแจกจ่ายประชาชนวันละประมาณ 3,000-4,000 กล่อง แต่เมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบกว่า 30,000 ครัวเรือน ยังถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ ถ้ารอทางภาครัฐ พี่น้องประชาชนจะเหนื่อยและลำบาก เราจะต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง ถึงจะมีความพร้อมในการรับมืออุทกภัย

นายปิยวัฒน์ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ ตั้งแต่การพยากรณ์ การแจ้งเตือน การบริหารน้ำในเขื่อน การระบายน้ำ ไปจนถึงระบบช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤติ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคต ส่วนมาตรการเยียวยา ก็ควรสอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากการเยียวยาอยู่ที่ 9,000 บาทต่อครัวเรือน อาจไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งถูกน้ำท่วมอย่างรุนแรง

“ชาวบ้านวันนี้ถอดหมดแล้วครับท่าน แต่ไม่ใช่บทเรียน เป็นถอดหมดเนื้อหมดตัว ไม่เหลืออะไรเลย” นายปิยวัฒน์ กล่าว