เมื่อวันที่ 30 ก.ย.69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชนประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (อ.ก.ต.ช.) ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยี สยาม เขียนบทความเรื่อง “อำนาจนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับ การช่วยเหลือประชาชนพ้นภัยน้ำท่วม” เนื้อหาระบุว่า

จากคำสั่งของนายกรัฐมนตรีถึงมือประชาชน: 10 ประโยคสำคัญเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น

  1. “เมื่อความช่วยเหลือถึงมือ ความหวังจะกลับถึงใจ และความเชื่อมั่นของชาติจะกลับคืนมา”
  2. “อำนาจนายกรัฐมนตรีมีความหมาย เมื่อเปลี่ยนเป็นความปลอดภัยและความช่วยเหลือที่ประชาชนได้รับจริง”
  3. “น้ำไม่หยุดที่เส้นแบ่งจังหวัด ความช่วยเหลือก็ต้องไม่สะดุดที่กำแพงกั้นหน่วยงาน”
  4. “ทุกคำสั่งต้องมีคนรับผิดชอบ ทุกชีวิตที่ร้องขอความช่วยเหลือต้องมีคนติดตามจนจบ”
  5. “ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถาม รัฐบาลมีหน้าที่ตอบด้วยข้อเท็จจริงและผลงาน”
  6. “เสียงของประชาชนต้องไปถึงผู้มีอำนาจ และคำสั่งของผู้มีอำนาจต้องไปถึงผู้เดือดร้อน”
  7. “ทุกบ้านที่น้ำลด ทุกชีวิตที่ปลอดภัย คือหลักฐานที่ทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา”
  8. “รัฐบาลลงมือแล้วหลายด้าน ภารกิจต่อไปคือทำให้ความช่วยเหลือถึงทุกชีวิตที่ยังรอ”
  9. “งบประมาณที่เตรียมไว้จะสร้างความเชื่อมั่น เมื่อประชาชนเข้าถึงสิทธิและได้รับความช่วยเหลือจริง”
  10. “เราไม่ต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่เราร่วมแรงกันพาประชาชนกลับสู่ความปลอดภัยได้”

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

“น้ำไม่หยุดที่เส้นแบ่งจังหวัด ความช่วยเหลือก็ต้องไม่สะดุดที่กำแพงกั้นหน่วยงาน”

ในวันที่น้ำเข้าบ้าน ประชาชนไม่ควรต้องตามหาว่าความเดือดร้อนของตนเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด ผู้สูงอายุที่ติดอยู่ในบ้านต้องการคนเข้าถึง ผู้ป่วยต้องการยา เด็กต้องการอาหารและพื้นที่ปลอดภัย ส่วนครอบครัวที่ทรัพย์สินเสียหายต้องการรู้ว่าจะเริ่มต้นชีวิตอีกครั้งได้อย่างไร

นี่คือเหตุผลที่ประเทศต้องมีผู้นำซึ่งสามารถเชื่อมหน่วยงาน ระดมทรัพยากร และแก้ข้อขัดข้องที่เกินกำลังของพื้นที่ได้ เพราะน้ำท่วมเป็นทั้งปัญหาการจัดการน้ำและปัญหาความอยู่รอดของประชาชน ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขพร้อมกัน

  • “อำนาจนายกรัฐมนตรีมีความหมาย เมื่อเปลี่ยนเป็นความปลอดภัยและความช่วยเหลือที่ประชาชนได้รับจริง”

กฎหมายไทยมีเครื่องมือรองรับบทบาทนี้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 11 ให้นายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการ เรียกคำชี้แจงและรายงาน ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการได้ จึงสามารถเร่งรัดงานและตรวจสอบข้อขัดข้อง โดยไม่ต้องรอให้ภัยรุนแรงถึงขั้นสูงสุดเสียก่อน

เมื่อเกิดวิกฤตน้ำตามเงื่อนไขของกฎหมาย พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 ให้นายกรัฐมนตรีตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ โดยเป็นผู้บัญชาการ และสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไขวิกฤต ส่วนพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 31 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย สั่งการและกำกับการช่วยเหลือในกรณีเกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง ทั้งสองมาตราต้องใช้ให้ตรงกับเงื่อนไขและความรุนแรงของสถานการณ์

การเข้าใจฐานอำนาจเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลมีเครื่องมือสำหรับรับมือวิกฤต ขณะเดียวกันก็มีสิทธิติดตามว่า เครื่องมือดังกล่าวถูกนำมาใช้ให้เกิดผลเพียงใด สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ ข่าวทางการที่ตรวจพบยืนยันการประชุม สั่งการ มอบหมายงาน และสนับสนุนทรัพยากร แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันการออกคำสั่งใช้มาตรา 24 หรือมาตรา 31 โดยเฉพาะ

สิ่งที่ควรพิจารณาต่อจึงเป็นการดำเนินงานที่เกิดขึ้นแล้ว และผลที่ประชาชนได้รับ

  • “รัฐบาลลงมือแล้วหลายด้าน ภารกิจต่อไปคือทำให้ความช่วยเหลือถึงทุกชีวิตที่ยังรอ”

วันที่ 28 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร โดยให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์หลัก พร้อมกำชับให้ระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ ควบคู่กับการดูแลอาหาร น้ำดื่ม และกลุ่มเปราะบาง

ต่อมา วันที่ 29 กันยายน นายกรัฐมนตรีมอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้กำกับและประสานการแก้ปัญหาในกรุงเทพมหานครในนามนายกรัฐมนตรี เชื่อมการทำงานของกรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการระบายน้ำ การช่วยประชาชน และการสนับสนุนกำลังพลกับเครื่องมือ

การดำเนินการนี้มีความสำคัญ เพราะทำให้พื้นที่มีผู้บัญชาการหลัก และมีผู้ประสานทรัพยากรจากส่วนกลางเข้ามาเสริม สิ่งที่ต้องติดตามคือ การประสานงานทำให้การตัดสินใจรวดเร็วขึ้น และช่วยลดเวลาที่ประชาชนต้องรอได้มากเพียงใด

ความช่วยเหลือบางส่วนไปถึงพื้นที่แล้ว เว็บไซต์รัฐบาลรายงานวันที่ 29 กันยายนว่า มีการกระจายอาหารและสิ่งของจำเป็นผ่านการจัดหาอาหาร โรงครัว และรถประกอบอาหาร ขณะที่กระทรวงกลาโหมรายงานการระดมกำลังพล ยานพาหนะ เรือ และเครื่องมือช่วยประชาชนในกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

ผลงานเหล่านี้ควรได้รับการรับรู้ พร้อมกับให้เกียรติเจ้าหน้าที่ ท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ บุคลากรสาธารณสุข อาสาสมัคร ภาคเอกชน และประชาชนที่ร่วมกันปฏิบัติงาน บทบาทของรัฐบาลคือสนับสนุนให้กำลังเหล่านี้ทำงานได้เต็มที่ และแก้ข้อขัดข้องที่พื้นที่ไม่สามารถจัดการได้เอง

แต่การส่งกำลังออกไปยังต้องตามให้ถึงปลายทาง เพราะสำหรับผู้ประสบภัย ความช่วยเหลือมีความหมายเมื่อมาถึงตัวเขา

  • “ทุกคำสั่งต้องมีคนรับผิดชอบ ทุกชีวิตที่ร้องขอความช่วยเหลือต้องมีคนติดตามจนจบ”

คำสั่งที่ดีจึงควรระบุว่าใครทำอะไร ที่ไหน ภายในเวลาเท่าใด และเมื่อทำไม่ได้ต้องรายงานถึงใคร ส่วนคำร้องขอความช่วยเหลือต้องมีพิกัด ความจำเป็น ผู้รับผิดชอบ และสถานะที่ติดตามได้ โดยให้ความสำคัญกับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

นายกรัฐมนตรีควรได้รับข้อมูลทั้งงานที่สำเร็จและงานที่ยังติดขัด เพื่อส่งกำลังหรือแก้ปัญหาได้ตรงจุด เจ้าหน้าที่ต้องรายงานความจริงได้ และประชาชนต้องได้รับคำตอบว่าคำร้องของตนอยู่ในขั้นตอนใด

  • “เสียงของประชาชนต้องไปถึงผู้มีอำนาจ และคำสั่งของผู้มีอำนาจต้องไปถึงผู้เดือดร้อน”

นี่คือวงจรที่ทำให้การบริหารวิกฤตมีชีวิต ข้อมูลจากชุมชนช่วยให้ส่วนกลางเห็นปัญหา ส่วนการตัดสินใจจากส่วนกลางต้องกลับมาเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ พร้อมแจ้งผลถึงผู้ร้องขอ การรับเรื่องจึงต้องนำไปสู่การช่วยเหลือและติดตามจนจบ

เมื่อเข้าสู่การเยียวยา หลักเดียวกันนี้ยิ่งสำคัญ เพราะหลังน้ำลด หลายครอบครัวยังต้องเผชิญค่าซ่อมบ้าน เครื่องมือทำมาหากินที่เสียหาย และรายได้ที่หยุดไป

วันที่ 29 กันยายน นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า รัฐบาลกันสำรองงบกลางประมาณ 4,000 ล้านบาทสำหรับการช่วยเหลือ เยียวยา และปฏิบัติการแก้ไขอุทกภัยทั่วประเทศ โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์และข้อมูลความเสียหายที่พื้นที่เสนอ

  • “งบประมาณที่เตรียมไว้จะสร้างความเชื่อมั่น เมื่อประชาชนเข้าถึงสิทธิและได้รับความช่วยเหลือจริง”

การเตรียมเงินเป็นความคืบหน้าที่สำคัญ ขั้นต่อไปต้องทำให้ประชาชนรู้ว่าจะยื่นเรื่องที่ไหน ใช้หลักฐานอะไร ใครมีสิทธิ และจะติดตามผลได้อย่างไร พร้อมเร่งการสำรวจ รับรอง อนุมัติ และจ่ายเงินตามขั้นตอน การกันงบยังไม่เท่ากับการจ่ายถึงมือ จึงต้องรายงานความคืบหน้าให้ชัดเจน

ส่วนระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์รายงานข้อสั่งการให้เตรียมเป็นกลไกเยียวยาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จำเป็นต้องชี้แจงวันเริ่มความคุ้มครอง เงื่อนไข และสิทธิของเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเริ่มระบบ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจประโยชน์ที่ตนจะได้รับอย่างถูกต้อง

ความเชื่อมั่นจึงต้องอาศัยทั้งการลงมือและการสื่อสารที่ตรงกับสถานะจริง ประชาชนที่ยังรอย่อมต้องการความชัดเจนมากกว่าคำรับรองกว้าง ๆ

  • “ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถาม รัฐบาลมีหน้าที่ตอบด้วยข้อเท็จจริงและผลงาน”

คำถามของผู้ประสบภัยเป็นข้อมูลสำคัญต่อการแก้ปัญหา การวิจารณ์ที่มีหลักฐานอาจทำให้รัฐบาลเห็นคนที่ตกหล่น เห็นจุดที่เครื่องมือไม่พอ หรือเห็นขั้นตอนที่ล่าช้า นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานจึงควรรับฟัง แล้วแสดงให้เห็นว่าข้อมูลเหล่านั้นนำไปสู่การแก้ไขอะไร

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อสารทุกฝ่ายควรตรวจสอบข้อมูล แยกข้อเท็จจริงออกจากข้อกล่าวหา และระวังข่าวที่ทำให้ประชาชนตื่นกลัวโดยไม่มีหลักฐานรองรับ เพราะข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจกระทบการเดินทาง การอพยพ และการขอความช่วยเหลือ

มาตรฐานที่ใช้ประเมินการทำงานต้องกลับมาที่ชีวิตประชาชนเสมอ

  • “ทุกบ้านที่น้ำลด ทุกชีวิตที่ปลอดภัย คือหลักฐานที่ทำให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา”

รัฐบาลจึงควรรายงานผลรายพื้นที่ว่า จุดใดน้ำลดแล้ว จุดใดยังติดขัด ช่วยผู้ร้องขอแล้วกี่ราย และยังเหลือใครที่ต้องเร่งเข้าถึง พร้อมอธิบายปัจจัยที่เกี่ยวข้องตามจริง เพื่อให้ประชาชนเห็นทั้งความคืบหน้าและข้อจำกัด

ในระยะยาว คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย โดยกรมประชาสัมพันธ์ระบุแผนเริ่มปี 2570 และแล้วเสร็จปี 2577 ประโยชน์ด้านลดน้ำท่วมเป็นผลที่คาดการณ์เมื่อโครงการสำเร็จ จึงต้องติดตามการดำเนินงานต่อไป ขณะที่ความช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนในวันนี้ยังต้องเดินหน้าอย่างเร่งด่วน

การกู้วิกฤตให้สำเร็จต้องอาศัยพลังร่วมของประเทศ ทั้งผู้นำที่ตัดสินใจ หน่วยงานที่รับผิดชอบ และประชาชนที่ช่วยส่งข้อมูล ดูแลเพื่อนบ้าน และติดตามผล

  • “เราไม่ต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่เราร่วมแรงกันพาประชาชนกลับสู่ความปลอดภัยได้”

ขอให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้ทุกข้อสั่งการมีผลที่ประชาชนตรวจสอบได้ ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเชื่อมการทำงานและรายงานข้อขัดข้องอย่างตรงไปตรงมา และขอให้คนไทยช่วยกันแจ้งพิกัดที่ถูกต้อง ดูแลผู้เปราะบาง ส่งต่อข้อมูลที่ยืนยันแล้ว และมองหาอีกหนึ่งชีวิตที่ยังรอความช่วยเหลือ

ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจะเติบโตจากความรับผิดชอบที่ประชาชนสัมผัสได้ จากวันนี้ที่มีคนรับเรื่อง ไปสู่วันที่มีคนเข้าช่วย และวันที่ครอบครัวกลับมายืนได้อีกครั้ง

“เมื่อความช่วยเหลือถึงมือ ความหวังจะกลับถึงใจ และความเชื่อมั่นของชาติจะกลับคืนมา”