นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยถึงการวิเคราะห์ภาพรวมและทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างละเอียด โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ และไม่สามารถพึ่งพาโมเดลการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป เมื่อพิจารณาจากบทเรียนในอดีตที่ไทยต้องเผชิญกับ 4 วิกฤตใหญ่ ประกอบด้วย วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540, วิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง, วิกฤตมหาอุทกภัยปี 2554 และวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งผลกระทบสะสมดังกล่าวได้สะท้อนออกมาผ่าน 4 สัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ได้แก่:

  1. การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง (Growth Decline): จากอดีตก่อนปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 7 ต่อปี ลดลงเหลือร้อยละ 5 และร้อยละ 3 ตามลำดับ จนกระทั่งปัจจุบันขยายตัวได้ไม่ถึงร้อยละ 3 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการขาดการลงทุนใหม่ๆ มาเป็นเวลานาน เครื่องจักรและโรงงานเสื่อมสภาพ รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมีแรงงานอายุเกิน 60 ปี สูงถึงร้อยละ 20
  2. เสถียรภาพการคลังเริ่มเผชิญความเสี่ยง (Fiscal Stability): แม้ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยจะอยู่ในระดับแข็งแกร่งกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หากรวมสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ครอบคลุมการนำเข้าได้นานถึง 10 เดือน และสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.5 เท่า แต่ความเสี่ยงหลักได้ย้ายไปอยู่ที่ “วินัยการเงินการคลัง” จากภาระงบประมาณที่ใช้ไปจำนวนมากในช่วงโควิด-19 จนทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มจับตามองและเสี่ยงต่อการถูกปรับลดมุมมอง
  3. ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างสูง (Social Disparity): ตัวเลขรายได้สะท้อนภาวะ “โตกระจุก รวยกระจาย” โดยประชากรกลุ่มที่รวยที่สุดร้อยละ 20 ถือครองสัดส่วนรายได้ของประเทศสูงถึงร้อยละ 50 ในขณะที่กลุ่มคนยากจนที่สุดร้อยละ 20 มีสัดส่วนรายได้รวมกันไม่ถึงร้อยละ 5
  4. ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน (Environment & Energy): ปัญหาโลกร้อนกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างรุนแรง ขณะที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงถึงร้อยละ 60 ของรายได้ ส่งผลให้ประเทศเผชิญปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักเมื่อราคาพลังงานโลกผันผวน

ดึงกลไก กรอ. ขับเคลื่อน 7 อุตฯ

เพื่อก้าวข้ามกับดักการเติบโตต่ำ นายเอกนิติเสนอแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มผลผลิตและทักษะแรงงาน (Productivity & Upskilling) โดยนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ยกระดับภาคเกษตรกรรมและ SMEs, การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เร่งส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) เพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และการฟื้นฟูกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยช่วงทศวรรษ 1980 ให้กลับมาเป็นหัวหอกในการวางยุทธศาสตร์ร่วมกัน

ท่ามกลางภาวะโลกแตกกระจายจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Fragmented World) นักลงทุนต่างชาติยังคงมองว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีความมั่นคงและปลอดภัย (Safe Haven) ไทยจึงต้องเร่งฉวยโอกาสนี้ในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (7 Sectors) ประกอบด้วย:

  • Smart Agriculture & Food Processing: เกษตรอัจฉริยะและอาหารแปรรูปมูลค่าสูง รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก
  • Smart Electronics: การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  • Future Mobility / EV: ยานยนต์แห่งอนาคตและรถยนต์ไฟฟ้า
  • Wellness & Medical Hub: การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและศูนย์กลางทางการแพทย์
  • High-Value Tourism: การท่องเที่ยวมูลค่าสูง เน้นกลุ่มกำลังซื้อสูง
  • Logistics & Infrastructure: ระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงภูมิภาค
  • Green & Clean Energy: พลังงานสะอาดเพื่อพาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ ยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และสร้างงานทักษะสูง (Quality Jobs) ผ่านการฝึกอบรมที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

“แผน 14” พลิกจากแผนความคิดสู่

สำหรับทิศทางในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 นายเอกนิตินำเสนอแนวคิดสำคัญว่าจะต้องปรับเปลี่ยนจาก “แผนบนกระดาษ” ที่เน้นเพียงความคิดหรือไอเดีย (Idea) ไปสู่ “แผนที่เน้นการลงมือทำอย่างจริงจัง” (Action / Execution) เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศอย่างแท้จริง โดยยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่:

  1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนและวัดผลได้ (Clear & Measurable Targets): แบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 ระยะ คือ เป้าหมายระยะสั้น (1–2 ปี) ที่ต้องเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมรายปี และเป้าหมายระยะกลาง (5 ปี) เพื่อวางทิศทางภาพรวม
  2. เลือกลำดับความสำคัญ มุ่งเน้นโครงการ “Game Changer”: ลดจำนวนตัวชี้วัด (KPI) ที่กระจัดกระจายลง แล้วหันมาโฟกัสเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบสูง (High Impact) ที่สามารถเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจได้จริง
  3. บูรณาการการทำงานและทลายระบบ Silo (Integration & Accountability): แก้ไขปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานภาครัฐ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอย่างไร้ประสิทธิภาพ แต่ให้กำหนดผู้รับผิดชอบหลักและผู้ร่วมรับผิดชอบ (Accountability) ในแต่ละเป้าหมายอย่างชัดเจน

นายเอกนิติต้นทิ้งท้ายว่า กุญแจสำคัญที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยให้ออกจากจุดชะลอตัวได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่นวัตกรรมทางความคิด แต่คือ “การลงมือทำ” ที่เปลี่ยนจากต่างคนต่างทำ มาเป็นการร่วมมือกันอย่างมีเป้าหมาย เพื่อซ่อมแซมจุดอ่อนทางการคลัง ควบคู่ไปกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ให้กับประเทศไทย