สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพิ่มทางเลือกให้ธุรกิจที่อยู่ระหว่างการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการเปิดเกณฑ์ ‘ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน’ (Transition Bond) และ ‘ไทยแลนด์ แอมเบอร์ บอนด์’ (Thailand Amber Bond) เพื่อรองรับโครงการที่ยังมีการปล่อยคาร์บอน แต่มีแผนลงทุนเพื่อลดการปล่อยและปรับธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน โดยหลักเกณฑ์มีผลตั้งแต่ 16 ก.ย. 2569

ก่อนหน้านี้ ธุรกิจที่ยังปล่อยคาร์บอนและต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับตัว อาจมีทางเลือกด้านตราสารหนี้สำหรับการเปลี่ยนผ่านโดยเฉพาะไม่มากนัก การเพิ่มตราสารทั้ง 2 ประเภทจึงเปิดทางให้โครงการที่ยังไม่เข้าเกณฑ์กิจกรรมสีเขียวเต็มรูปแบบ แต่มีเส้นทางลดการปล่อยคาร์บอน สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น

เกณฑ์ต่างกัน

แม้ทรานซิชัน บอนด์ และไทยแลนด์ แอมเบอร์ บอนด์ จะใช้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเหมือนกัน แต่หลักเกณฑ์ในการใช้เงินต่างกัน

ทรานซิชัน บอนด์ ใช้เงินกับโครงการที่สอดคล้องกับกลยุทธ์หรือแผนการเปลี่ยนผ่านขององค์กร โดยต้องอ้างอิงมาตรฐานสากล ได้แก่ แนวทางตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition Bond Guidelines) ของสมาคมตลาดทุนระหว่างประเทศ (International Capital Market Association: ICMA) หรือมาตรฐานตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Bonds Standard) ขององค์กรไคลเมต บอนด์ส อินิชิเอทีฟ (Climate Bonds Initiative: CBI)

ส่วนไทยแลนด์ แอมเบอร์ บอนด์ ใช้เงินกับกิจกรรมสีเหลืองที่ผ่านเกณฑ์การจัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย หรือ ไทยแลนด์ แท็กโซโนมี (Thailand Taxonomy) และต้องอ้างอิงมาตรฐานตราสารหนี้สีเขียวหรือตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืนควบคู่กัน

ทั้ง 2 ตราสารยังได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมคำขออนุญาตเสนอขายและค่าธรรมเนียมการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลจนถึง 31 พ.ค. 2571 ช่วยลดต้นทุนในการออกตราสารได้บางส่วน ดังนั้น โครงการหนึ่งอาจพิจารณาตราสารได้มากกว่า 1 ประเภท แต่ต้องดูคุณสมบัติและเกณฑ์ของแต่ละตราสารให้ตรงกับโครงการ ไม่ควรเลือกจากประเภทอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

 โจทย์ระยะยาว

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ตราสารรูปแบบใหม่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการหาเงินทุนให้ธุรกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนการออกตราสารหนี้จะลดลงในทุกกรณี เพราะกิจกรรมสีเหลืองต้องมีเส้นทางลดการปล่อยคาร์บอนที่น่าเชื่อถือ ขณะที่กฎเกณฑ์อาจเข้มงวดขึ้นตามเวลา

อีกเรื่องที่ต้องมองในระยะยาวคือ ไทยแลนด์ แท็กโซโนมีกำหนดวันสิ้นสุดสถานะสีเหลือง (Sunset Date) ไว้ในปี 2040 หากเป็นโครงการหรือตราสารหนี้ที่มีอายุยาว ธุรกิจจึงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่กิจกรรมของโครงการอาจไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ในอนาคต

นอกจากเกณฑ์ด้านโครงการแล้ว ธุรกิจยังมีต้นทุนจากการจัดทำกรอบการดำเนินงาน การประเมินจากหน่วยงานภายนอก และการรายงานผลการดำเนินงาน

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-Abate) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า อาจได้รับประโยชน์จากทางเลือกดังกล่าว เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงเพื่อปรับธุรกิจและลดการปล่อยคาร์บอน ขณะเดียวกันก็มีแผนการลดการปล่อยคาร์บอน