นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์คลังสินค้าการบินไทย (THAI Cargo) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระงับการรับสินค้าขาเข้า-ขาออก และสินค้าถ่ายลำเป็นการชั่วคราวว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เร่งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อประเมินผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศอย่างรอบด้าน

แม้การสะดุดตัวลงในช่วง 6 วันที่ผ่านมาจะเป็นผลกระทบระยะสั้น แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่ามูลค่าการส่งออกโดยตรง คือ “ความเชื่อมั่นของคู่ค้าต่างประเทศ” โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเร่งด่วน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หากส่งมอบล่าช้าจนโรงงานปลายทางหยุดชะงัก อาจทำให้ผู้นำเข้าพิจารณาเปลี่ยนไปใช้คู่ค้าจากประเทศอื่น ทั้งนี้ การบินไทยไม่ได้เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ผู้ประกอบการยังสามารถปรับเปลี่ยนไปใช้ผู้ให้บริการรายอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยงได้

เปิด 4 มิติ ผลกระทบ Air Cargo หยุดชะงัก

จากข้อมูลการติดตามสถานการณ์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) พบความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ดังนี้:

  1. ความเสี่ยงการส่งมอบสินค้าล่าช้า: สายการบินที่ใช้บริการคลังการบินไทยต้องชะลอการรับสินค้า กระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตร อาหารสด สินค้าเน่าเสียง่าย สินค้าควบคุมอุณหภูมิ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
  2. ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูง: ผู้ส่งออกต้องแย่งชิงพื้นที่คลังสินค้าทางอากาศของสายการบินอื่นที่ยังเปิดอยู่ (เช่น BFS Cargo) หรือสายการบินต่างชาติที่มีพื้นที่จำกัด ส่งผลให้ค่าระวางสินค้าทางอากาศ (Air Freight Rate) ปรับตัวสูงขึ้นทันที
  3. กระทบห่วงโซ่อุปทานทั้งขาเข้า-ขาออก: การระงับสินค้าขาเข้าส่งผลให้วัตถุดิบและสารเคมีสำคัญชะลอการนำออกจากคลังสินค้า (ล่าช้ากว่าเดิม 3–7 วัน) ทำให้สายการผลิตสินค้าลอตถัดไปเพื่อการส่งออกต้องเลื่อนออกไปด้วย
  4. ความเสี่ยงต่อภาพรวมการส่งออกชาติ: การส่งออกทางอากาศมีความสำคัญสูง โดยช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าสูงถึง 2.42 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 33% หรือเกือบ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศ 7.34 ล้านล้านบาท)

กลุ่มอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ

  • อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน: (เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดดิสก์) เป็นกลุ่มที่พึ่งพา Air Cargo สูงที่สุด โดยปี 2568 มีมูลค่าส่งออกทางอากาศสูงถึง 1.32 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 42.0% ของมูลค่าการส่งออกทางอากาศทั้งหมด) ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำและตรงต่อเวลาสูงมาก
  • สินค้าเกษตรและอาหาร: (เช่น ผัก ผลไม้สด อาหารทะเล แช่เย็นแช่แข็ง) ปี 2568 มีมูลค่าส่งออกทางอากาศ 380,804 ล้านบาท (คิดเป็น 26.2% ของการส่งออกทางอากาศทั้งหมด) อย่างไรก็ตาม สำหรับผลไม้สดพบว่ามีการขนส่งทางอากาศเพียงประมาณ 3–4% เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายฤดูผลผลิต จึงไม่กระทบภาพรวมระยะยาว

5 มาตรการเร่งด่วน พาณิชย์อุ้มผู้ส่งออก

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้วางแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการในระยะเร่งด่วน 5 ข้อ ประกอบด้วย:

  • รวบรวมข้อมูลผลกระทบเชิงลึก: ประสาน สรท., สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) และเครือข่ายโลจิสติกส์ เพื่อประเมินความเสียหายรายสินค้าและตลาดปลายทาง
  • ใช้เครือข่ายทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก: มอบหมายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ช่วยเจรจากับผู้นำเข้า ชี้แจงสถานการณ์เหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เพื่อขอขยายเวลาส่งมอบและป้องกันการถูกปรับจากการส่งมอบล่าช้า
  • แจ้งเตือนข้อมูลทันท่วงที: เผยแพร่สถานการณ์และทางเลือกด้านโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการปรับแผนการขนส่งได้ทันเวลา
  • แนะนำทางเลือกขนส่งทดแทน: ประสาน Forwarder เพื่อเปลี่ยนไปใช้คลังสินค้าที่ยังเปิดให้บริการ เช่น Bangkok Flight Services (BFS Cargo) หรือสายการบินทางเลือกในกลุ่มตะวันออกกลาง เอเชีย และยุโรป
  • ปรับเส้นทางขนส่งสินค้าไม่เน่าเสีย: แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางเรือหรือทางบกข้ามพรมแดน พร้อมเร่งรัดการตรวจปล่อยสินค้าขาเข้าที่เดินทางมาถึงแล้วเพื่อลดความแออัด