นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยถึงแนวทางการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุน กยศ. ครั้งใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนรุ่นน้อง และสร้างความเป็นธรรมในระบบชำระหนี้

แยกกลุ่มลูกหนี้: ลงโทษคนเกเร

กลไกหมุนเวียนเงินของ กยศ. กำหนดให้การอุดหนุนนักเรียนใหม่ 1 คน จำเป็นต้องได้รับการชำระหนี้คืนจากลูกหนี้รุ่นพี่จำนวน 5 คน แต่ปัจจุบันพบว่า มีลูกหนี้รุ่นพี่ถึง 3 ใน 5 คน (มากกว่า 2 ล้านคน) ขาดการติดต่อและไม่ได้ชำระเงินคืนเข้ากองทุน จนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของ กยศ.

รัฐบาลจึงสั่งการให้ กยศ. เชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกับกระทรวงการคลังและโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อคัดแยกประเภทลูกหนี้อย่างละเอียด:

  • กลุ่มเดือดร้อนจริง: ภาครัฐจะเข้าไปผ่อนผันและช่วยเหลือตามมาตรการ
  • กลุ่มเจตนาเบี้ยวหนี้ (มีศักยภาพแต่ไม่จ่าย): ยกระดับมาตรการติดตามหนี้อย่างเข้มงวด พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับเป็นการเฉพาะกลุ่ม รวมถึงอยู่ระหว่างพิจารณาความเป็นไปได้ในการส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบเครดิตบูโรอย่างรอบคอบ
  • กลุ่มลูกหนี้ชั้นดี (จ่ายตรงเวลา): จัดทำระบบ “White List” ส่งเสริมค่าคะแนนเครดิตเชิงบวก (Credit Score) ไปยังธนาคารพาณิชย์ของรัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าถึงสินเชื่อและบริการทางการเงินอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น

เคลียร์ “หนี้เสียเท็จ” 5 แสนราย

กยศ. อยู่ระหว่างเร่งแก้ไขระบบฐานข้อมูลเพื่อปลดสถานะ “หนี้เสียเท็จ” ให้แก่ลูกหนี้กว่า 500,000 ราย ซึ่งเกิดจากข้อจำกัดทางเทคนิคและกฎหมายเดิม

กรณีดังกล่าวเกิดจากลูกหนี้ที่เปลี่ยนสถานที่ทำงานใหม่และเข้าสู่ระบบหักเงินเดือน แต่กฎระเบียบเดิมไม่เปิดช่องให้นำยอดหนี้ค้างชำระย่อยๆ ช่วงเปลี่ยนผ่านงาน (ประมาณ 30–60 วัน) ซึ่งเป็นจำนวนเงินเพียง 200 ถึง 3,000 บาท มารวมหักชำระได้ ยอดเงินเล็กน้อยนี้จึงตกค้างและถูกระบบจัดเป็นหนี้เสียโดยอัตโนมัติ

กยศ. ร่วมกับทีมงานกำลังเร่งสะสางระบบบัญชีเพื่อเคลียร์มูลหนี้ตกค้างรวมประมาณ 140 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ลูกหนี้กว่า 500,000 ราย พ้นจากสถานะหนี้เสีย (NPL) ทันที

ยกเลิกผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองความจน

เพื่อลดความยุ่งยากของประชาชน กยศ. ได้ยกเลิกขั้นตอนการให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือครู เซ็นรับรองหนังสือความยากจน โดยเปลี่ยนมาใช้การเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้ปกครองโดยตรง หากพบมีรายชื่อในระบบจะได้รับการอนุมัติสิทธิกู้ยืมทันที

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,200 ล้านบาท ให้แก่ กยศ. เพื่อรองรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ยื่นขอตัวเลขกู้ยืมเกินกรอบเป้าหมายเดิมจำนวน 14,400 ราย

เดิมที กยศ. ได้ขอเสนอประมาณการงบกลางสำหรับปี 2569 ไว้สูงถึง 4,800 ล้านบาท แต่จากการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการและการติดตามจัดเก็บหนี้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถลดการพึ่งพางบประมาณลงเหลือเพียง 1,200 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป กยศ. จะได้รับเงินงบประมาณตามวงรอบประจำปีงบประมาณใหม่เข้ามาสมทบอีกราว 9,000 ล้านบาท ยืนยันนโยบายชัดเจนว่าจะไม่ปล่อยให้อุปสรรคทางการเงินมาตัดโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนอย่างเด็ดขาด