ปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากมวลน้ำเหนือเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากฝนที่ตกหนักสะสมในพื้นที่ และภาวะระดับน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้หลายเมืองใหญ่ทั่วโลกต้องลงทุนตั้งแต่หลักร้อยล้านไปจนถึงหลักล้านล้านบาท เพื่อหาวิธีรับมือตามลักษณะภูมิประเทศและความเสี่ยงเฉพาะตัว

โตเกียว (ญี่ปุ่น) “วิหารใต้ดิน” รับน้ำล้นจากแม่น้ำ
โตเกียวเผชิญความเสี่ยงจากพายุไต้ฝุ่นและพื้นที่ดูดซับน้ำธรรมชาติต่ำ จึงทุ่มงบกว่า 4.9 หมื่นล้านบาท สร้างระบบ G-Cans (Metropolitan Area Outer Underground Discharge Channel) ที่ไซตามะ
จุดเด่น
ปล่องยักษ์ 5 ปล่อง ลึก 50 เมตร เชื่อมด้วยอุโมงค์ยาว 6.3 กม. นำน้ำไปพักที่ถังเก็บขนาดมหึมา (วิหารใต้ดิน) ก่อนใช้เครื่องสูบกำลังสูงระบายลงสู่แม่น้ำเอโดะ
ผลลัพธ์
ลดความเสียหายจากน้ำท่วมบ้านเรือนลงได้อย่างมหาศาลเมื่อเกิดฝนตกหนัก





รอตเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) เปลี่ยน “พื้นที่สาธารณะ” เป็นที่พักน้ำ
รอตเตอร์ดัมเป็นเมืองท่าลุ่มต่ำที่มักเจอมรสุมฝนตกหนักสั้นๆ เมืองจึงเน้นแนวคิด Benthemplein Water Square ใช้งบประมาณราว 171.6 ล้านบาท
จุดเด่น
วันปกติเป็นลานอเนกประสงค์ สนามกีฬา และพื้นที่พักผ่อน แต่เมื่อฝนตกหนัก ลานจะเปลี่ยนสภาพเป็น “อ่างพักน้ำชั่วคราว” กักเก็บน้ำได้ถึง 1.7 ล้านลิตร ก่อนค่อยๆ ระบายลงระบบหรือซึมลงดิน
ผลลัพธ์
ประหยัดงบประมาณ ได้ประโยชน์จากพื้นที่ตลอดปี แต่จำเป็นต้องมีพื้นที่ลักษณะนี้กระจายตัวทั่วเมือง


จาการ์ตา (อินโดนีเซีย) สู้ภัยรอบด้าน ฝน-น้ำทะเล-แผ่นดินทรุด
จาการ์ตาเจอปัญหาสุดซับซ้อน ทั้งน้ำฝน น้ำทะเลหนุน และแผ่นดินทรุดจากการสูบน้ำบาดาล จนบางพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
จุดเด่น
รัฐบาลผลักดันโครงการ NCICD มูลค่ากว่า 1.11 ล้านล้านบาท ยกระดับคันกั้นน้ำเดิม สร้างอ่างเก็บน้ำ รวมถึงแนวคิดสร้างกำแพงทะเลขนาดใหญ่ (Giant Sea Wall)
ข้อจำกัด
โครงสร้างขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา งบประมาณสูง และกระทบต่อชุมชนประมงชายฝั่ง


กรุงเทพฯ (ไทย) ข้อจำกัดของอุโมงค์ยักษ์กับโจทย์ “ท่อเล็ก-ท่อใหญ่”
กรุงเทพฯ ใช้อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดินลึกกว่า 30 เมตร วงเงินรวมกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ทำหน้าที่รับน้ำจากคลองส่งไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา
ข้อจำกัด
แม้ปลายทางจะมี “ท่อใหญ่” (อุโมงค์) แต่หาก “ท่อเล็ก” (ท่อระบายน้ำตามถนนและคลอง) เกิดการอุดตันจากขยะหรือระบายไม่ทัน น้ำก็ยังท่วมขังบนถนนอยู่ดี..



