เหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครช่วงวันที่ 25–26 กันยายน2569 เป็นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศ โดยในแต่ละปีประเทศไทยต้องเผชิญความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติทางธรรมชาติสูงกว่า 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.57 ของ GDP
เฉพาะภาคการเกษตรซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ในอดีตเคยถูกภัยแล้งคุกคามจนพื้นที่ทำการเกษตรเสียหายกว่า 17 ล้านไร่ และเจออุทกภัยซ้ำเติมอีกกว่า 29 ล้านไร่ ขณะที่ผลประเมินความเสี่ยงในอนาคตยังระบุชัดว่า นาข้าวของไทยอีกกว่า 16 ล้านไร่ยังคงตั้งอยู่บนความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำท่วมขัง สะท้อนให้เห็นว่าแนวทางรับมือแบบเดิมประเภท “ตั้งรับเมื่อเกิดภัย” ไม่เพียงพออีกต่อไป
ลดความเสี่ยงเชิงรุก

เมื่อเร็วๆนี้ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (FCDO) ภายใต้โครงการ Climate Action for a Resilient Asia (CARA) จัดงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับชาติและการหารือเชิงนโยบายว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในประเทศไทย (National Knowledge Sharing and Policy Dialogue on Climate Adaptation for Agriculture and Food Security in Thailand) ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ
นิโคลา พอลลิตต์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กล่าวว่า ภายใต้โครงการ Climate Action for a Resilient Asia หรือ CARA ความร่วมมือในครั้งนี้กับประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เพื่อขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างแท้จริงในพื้นที่ จ.สงขลา และ อุดรธานี โดยระยะแรกมุ่งเน้นการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบาง
ส่วนระยะที่ 2 ต่อยอดสู่การศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ Nature-based Solutions (NbS) และเครื่องมือทางการเงินและการประกันภัยเพื่อบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติในจังหวัดนครศรีธรรมราชและอุดรธานี โดยโครงการ CARA มุ่งเสริมสร้างศักยภาพของเจ้าหน้าที่ในระดับจังหวัด พร้อมยกระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกทางการเงินสำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้นำชุมชนสามารถประยุกต์ใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) ให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่
‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ระดับ ‘ก๊อตซิลล่า‘
ด้าน นายเคน ชิมิซุ (Mr. Ken Shimizu) รองผู้แทนระดับภูมิภาค สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้กล่าวให้มุมมองสำคัญว่า การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ต้นทุน” แต่คือ “การลงทุน” เพื่อความยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหารของประชาชน พร้อมระบุว่าประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการบูรณาการประเด็นการปรับตัวนี้เข้าไปในร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการปฏิบัติที่เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์และคำเตือนสำคัญจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.2–2.6 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือระดับ “ก๊อตซิลล่า” ซึ่งความน่ากลัวไม่ได้มีเพียงแค่ภัยแล้งยาวนานเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดพายุและฝนตกหนักรุนแรงได้ในเวลาเดียวกัน
ดร.พิรุณ ย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่กระทบคนทุกกลุ่มไม่ว่ารวยหรือจน สอดคล้องกับความเสี่ยงของไทยที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกในปี 2022 และอันดับที่ 22 ในช่วงย้อนหลัง 30 ปี ตัวอย่างที่ชัดอุทกภัยหาดใหญ่ที่มีฝนตกหนักถึง 335 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ตลอดจนภัยคลื่นความร้อนในยุโรปที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 175,000 รายต่อปี เพื่อชี้ให้เห็นความจำเป็นของการเตรียมความพร้อมรับมือ
เปิดแผนปรับตัวปี 69-73
สำหรับแนวในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เผยว่า การขับเคลื่อนงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การกำหนดนโยบาย แผนงาน และเป้าหมายที่ชัดเจน ปัจจุบันเรากำลังจัดทำ แผนปฏิบัติการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2569–2573 โดยมีการบูรณาการตัวชี้วัดเป้าหมายระดับโลก (Global Goal on Adaptation) จากข้อตัดสินใจในการประชุม COP28 ณ เมืองดูไบ โดยคัดเลือกเฉพาะตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยเข้ามาปรับใช้ เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานของทุกกระทรวงให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาระบบฐานข้อมูลดิจิทัลและการติดตามประเมินผล เราได้พัฒนาระบบติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation System: M&E) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายยกระดับระบบให้รองรับทั้งการรายงานผล (Reporting) และการเรียนรู้ เพื่อสร้างระบบรองรับการติดตามประเมินผลนโยบายและแผนงานอย่างครบวงจร
การพัฒนาข้อมูลภูมิอากาศเชิงพื้นที่ และแผนที่ความเสี่ยง เนื่องจากการบรรลุผลสัมฤทธิ์ในระดับผลลัพธ์ (Outcome) จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา และไม่สามารถสร้างความสำเร็จอย่างเร่งด่วน ได้ในทุกพื้นที่ กรมฯ จึงเน้นพัฒนาข้อมูลแบบจำลองภาพฉายภูมิอากาศระยะยาวถึงปี พ.ศ. 2643 ผ่านการย่อยสเกลข้อมูล ทั้งแบบจำลองพลวัต และแบบจำลองทางสถิติ ที่ความละเอียดระดับ 25×25 ตารางกิโลเมตร และ 5×5 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการบริหารจัดการความเสี่ยงในระดับพื้นที่
นอกจากนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างจัดทำดรรชนีความเสี่ยงจากภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ) และแผนที่ความเสี่ยงทางภูมิอากาศ ความละเอียด 5×5 ตารางกิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง พายุ ฝนตกหนัก และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2570
การขับเคลื่อนงานแบบผสานแนวทางจากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน เพราะการรอผลการดำเนินงานในภาพใหญ่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ จึงมีการดำเนินงานควบคู่กับโครงการสนับสนุนในระดับพื้นที่ เช่น โครงการ นโยบายและการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation Policy and Action: CAPA) โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรและองค์กร FAO
โครงการดังกล่าวนับเป็นตัวอย่างของการปรับตัวในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีการดำเนินงานทั้งในระยะที่ 1 และการขยายผลในระยะที่ 2การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ช่วยให้สร้างขีดความสามารถได้ทันที เนื่องจากกระบวนการย่อยสเกลข้อมูล ระดับประเทศที่ความละเอียดสูงมาก (เช่น 1×1 กิโลเมตร หรือ 90×90 เมตร) ต้องใช้ทรัพยากรและเวลาในการประมวลผลมหาศาล การมุ่งเน้นในพื้นที่เป้าหมายจึงช่วยลดระยะเวลาและงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การดำเนินงานจึงไม่จำเป็นต้องรอให้ระดับประเทศเสร็จสิ้นก่อน แต่สามารถดำเนินการควบคู่กันเพื่อให้นโยบายจากส่วนกลาง และการปฏิบัติการในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งข้อมูลและความสำเร็จที่ได้จากโครงการนี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในภาพรวมต่อไป
“ผลลัพธ์และองค์ความรู้ทั้งหมดจากโครงการ CARA จะถูกนำไปบรรจุไว้ในฐานข้อมูล National Adaptation Database ของประเทศภายในปี 2570 พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องพันธกรณีปารีส (Paris Agreement) เท่านั้น แต่เนื่องจากระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทาน ของโลกเชื่อมโยงถึงกันหมด การจับมือกันสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคเกษตรกรรมของไทยจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารของโลกในระยะยาวอย่างยั่งยืน” ดร.พิรุณชี้ให้เห็นความสำคัญของความร่วมมือ



