เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 1 ต.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมกันแถลงข่าวกรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการแก้มลิงว่า กทม. ยกเลิกพื้นที่ที่จะทำเป็นแก้มลิง และข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการพร่องน้ำ-การเปิดประตูระบายน้ำ ณ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร อาคารสำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง

นายชัชชาติ กล่าวว่า ข้อมูลในโซเชียลมีเดียที่กล่าวหาว่า ต่อต้านและยกเลิกโครงการแก้มลิงนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นข้อมูลเท็จ ซึ่งตนเองได้เปิดรับชมวิดีโอพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 มากกว่า 10 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจทฤษฎีอย่างถ่องแท้ ยึดประโยชน์ของประชาชนในภาพรวม กทม. น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางการจัดการน้ำที่พระราชทานไว้มีหลายรูปแบบ ทั้งการก่อสร้างคันกั้นน้ำ การทำทางผันน้ำ การปรับปรุงและตกแต่งสภาพลำน้ำ เขื่อน และ “แก้มลิง”

โดยหลักการของแก้มลิง คือ พักน้ำไว้ชั่วคราวในช่วงที่มีน้ำมาก ก่อนระบายออกเมื่อสภาพการระบายน้ำเอื้ออำนวย ประสิทธิภาพของแก้มลิงมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นบ่อพักน้ำ ต้องมีเส้นทางที่สามารถนำน้ำเข้าสู่พื้นที่พักน้ำได้อย่างสะดวก ต้องสามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกตำแหน่งและรูปแบบโครงการต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และข้อมูลทางเทคนิค ไม่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะสามารถทำแก้มลิงขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับโครงการแก้มลิงที่มีการศึกษาไว้ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 นั้น พบว่าในปี 2556 มีการเสนอทั้งการพัฒนาระบบคลองระบายน้ำและการจัดหาพื้นที่สำหรับแก้มลิง 6 แห่ง เพื่อรองรับน้ำหลากจากภายนอกเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ ในส่วนของบึงคู้บอนและบึงบางชัน มีการประเมินวงเงินลงทุนประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยเป็นค่าเวนคืนที่ดินเอกชนมากกว่า 5,000 ถึง 6,000 ล้านบาท ขณะที่ กทม. ได้ทบทวนทางเลือกโดยพิจารณาการปรับปรุงแนวคลองเหนือ-ใต้ ตั้งแต่คลองหกวาสายล่างถึงคลองประเวศบุรีรมย์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำ โดยมีวงเงินลงทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท

นายชัชชาติ ระบุว่า การทบทวนดังกล่าวเป็นการพิจารณาในมิติ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ ความเหมาะสมของพื้นที่ และความคุ้มค่าของการลงทุน เนื่องจากพื้นที่โครงการเดิมเป็นที่ดินเอกชนจำนวนมาก หากดำเนินการจำเป็นต้องมีการเวนคืนและจัดทำระบบนำน้ำเข้า-ออกจากพื้นที่ ขณะที่ทางเลือกการปรับปรุงคลองและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำสามารถใช้งบประมาณน้อยกว่า ทั้งนี้ กทม. ไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิง แต่ยังดำเนินการพัฒนาแก้มลิงในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม โดยเน้นพื้นที่ที่สามารถรับและระบายน้ำได้สะดวก และกระจายตัวตามพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่า ตนรู้สึกไม่สบายใจที่มีการนำประเด็นทางเทคนิคไปเชื่อมโยงว่า กทม. ไม่สนองพระราชดำริ พร้อมยืนยันว่า ข้อกล่าวหาว่า กทม. ต่อต้านหรือยกเลิกโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริเป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจากตนได้กลับไปศึกษาและรับชมวิดีโอพระราชดำรัสเกี่ยวกับแนวคิดแก้มลิงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 หลายครั้ง เพื่อทำความเข้าใจหลักการให้ชัดเจน โดยเห็นว่าแก่นสำคัญของแนวพระราชดำริคือการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ขณะที่การเลือกตำแหน่งโครงการและรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานต้องอาศัยข้อมูลทางวิศวกรรมและการวิเคราะห์ความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ พร้อมย้ำว่า กทม. มีหน้าที่นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยพิจารณาประโยชน์ของประชาชน ความเหมาะสมของพื้นที่ ประสิทธิภาพการระบายน้ำ และความคุ้มค่าของงบประมาณ เป็นสำคัญ

“ถ้าจะมาถกเถียงกันในเรื่องความคุ้มค่าหรือเหตุผลทางเทคนิคว่าควรทำหรือไม่ทำ อันนี้ถกกันได้เลยไม่มีปัญหา แต่ขออย่าเอาคำว่าพระราชดำริมาเชื่อมโยงว่าเราไม่สนองพระราชดำริ เพราะพระองค์ท่านพระราชทานแนวคิดหลักเรื่องแก้มลิงไว้ ส่วนการเลือกตำแหน่งพื้นที่ เป็นเรื่องที่ที่ปรึกษาในอดีตเลือกกันเอง” นายชัชชาติ กล่าว