สำนักข่าวต่างประเทศรายงานช่วงต้นสัปดาห์ว่า คลิปวิดีโอไวรัลบนโลกออนไลน์ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับคุณแม่รายหนึ่งผู้อ้างว่า โทรศัพท์ของเล่นของลูกเธอส่งเสียงถามเด็กว่า “บ้านอยู่ที่ไหน” และเมื่อคุณแม่รายนี้แกะเครื่องออกดู ก็พบซิมการ์ดบรรจุอยู่ข้างใน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในคลิปวิดีโอดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ จากการตรวจสอบไม่พบข้อมูลรุ่นสินค้า รายชื่อผู้ขาย คลิปวิดีโอที่ได้รับการพิสูจน์ หรือคำชี้แจงจากผู้ผลิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณแม่รายนี้เผยในคลิปวิดีโอก็สร้างความกังวลใจแก่ผู้รับชม โดยเธอกล่าวอ้างว่า โทรศัพท์มือถือของเล่นที่สั่งซื้อผ่านร้านบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อกนี้ สามารถพูดคุยกับเด็กขณะหลับ โดยตั้งคำถามน่าสงสัย เช่น “บ้านหนูอยู่ที่ไหน?” หรือ “หนูอายุเท่าไร?” “หนูไปโรงเรียนกี่โมง” เมื่อคุณแม่เจ้าของคลิปแกะตัวเครื่องออกเพื่อดูข้างในก็พบซิมการ์ด

แต่ลำพังแค่ซิมการ์ดไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดการดักฟังหรือสอดแนม เนื่องจากอุปกรณ์ที่จะส่งสัญญาณเสียงได้ ต้องประกอบด้วยโมเด็มเซลลูลาร์ ไมโครโฟน ซอฟต์แวร์ ระบบจัดการการเปิดปิดเครื่อง และช่องทางส่งข้อมูล ซึ่งยังไม่มีส่วนใดได้รับการยืนยันในกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้อาจมีคำอธิบายอื่น เช่น เสียงดังกล่าวอาจเป็นเสียงบันทึกไว้ล่วงหน้าที่ถูกเปิดตามเวลา ถูกกดปุ่มโดยไม่ตั้งใจ แบตเตอรี่อ่อน หรือเป็นเสียงที่มาจากอุปกรณ์อื่นในบริเวณใกล้เคียง การค้นหาสาเหตุที่แท้จริงจึงต้องตรวจสอบชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์โดยตรง ไม่ใช่พิจารณาเพียงแค่จากคลิปไวรัล และภาระในการพิสูจน์และตรวจสอบควรเป็นหน้าที่ของแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ ไม่ใช่ภาระของผู้ปกครองหรือผู้ซื้อ

กรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) แนะนำให้ผู้ปกครองตรวจสอบว่า ของเล่นเหล่านี้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้หรือไม่ มีการเก็บข้อมูลอะไร เก็บไว้ที่ไหน ใครเข้าถึงได้บ้าง และผู้ปกครองสามารถลบข้อมูลนั้นได้หรือไม่

นอกจากนี้ FTC ยังเผยคดีในอดีตที่ยืนยันได้ว่ามีช่องโหว่ด้านความเป็นส่วนตัวของของเล่นเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นจริง ในปี 2561 FTC เคยดำเนินคดีกับบริษัท VTech หลังพบว่าแพลตฟอร์มของเล่นเก็บชื่อ วันเกิด รูปภาพ และข้อมูลส่วนตัวของเด็กโดยไม่แจ้งผู้ปกครองอย่างถูกต้องและขาดระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม ซึ่ง VTech ยินยอมไกล่เกลี่ยและจ่ายค่าปรับสูงถึง 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 21.8 ล้านบาท)

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : gadgetreview.com

เครดิตภาพ : TikTok / @kaylinggral