เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ถึงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศว่า เนื่องจากไม่มีฝนมาเติมเป็นจำนวนมากทำให้สถานการณ์ดีขึ้น และตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. ฝนจะก่อตัวมากขึ้นและหนักในพื้นที่ภาคใต้ การประชุมวันนี้ที่ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ศูนย์พักพิงต้องไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน แต่เป็นที่ที่เราขอความร่วมมือให้ประชาชนย้ายออกมาอาศัยเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ตนได้สั่งการให้ ผวจ.ทุกจังหวัดใส่ใจเรื่องศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานที่ประชาชนนอนได้ อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม เครื่องนอนพร้อม ที่สำคัญที่สุดเรื่องห้องน้ำต้องสะอาด
เมื่อถามว่าที่บอกว่าฝนจะไปภาคใต้ หากเทียบกับปีที่ผ่านมาจะมากกว่าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาก็ดูหนักอยู่ ขึ้นสีแดง และสีส้ม แต่ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ เราก็ต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อถามว่าได้กำชับพื้นที่หาดใหญ่ โดยเฉพาะหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พอดูจากเรดาร์พยากรณ์อากาศก็กำชับตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปถึง จ.นราธิวาส เพราะความหนาแน่นของฝนจะไปอยู่ในบริเวณนั้นตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. และจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวันที่ 10-12 ต.ค. แต่ย้ำว่าอันนี้คือการพยากรณ์ ในส่วนของภาคกลางและภาคเหนือยังไม่เห็นปริมาณฝนมาก ซึ่งช่วงดังกล่าวประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank 2026 เราก็ต้องขอให้เป็นไปตามคาดการณ์ เพื่อจะได้ทำกิจกรรมในทุกด้านเพื่อประโยชน์ของประเทศด้วยความราบรื่น

เมื่อถามต่อว่าวันที่ 1 ต.ค. มีลูกเห็บตกในพื้นที่ กทม. มีอะไรน่ากังวลและต้องกำชับหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เตรียมความพร้อม กังวลตลอดเวลา เราถึงได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยามาอัปเดตการคาดการณ์สภาพอากาศโดยเฉพาะเรื่องปริมาณฝน เราประชุมกันทุกวัน การบูรณาการความร่วมมือทั้งหลาย ผู้รับผิดชอบก็เป็นรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาตามหน่วยงานที่มีอุปกรณ์พร้อม อย่างรมว.กลาโหม ก็มีอุปกรณ์ ดูแลเรื่องกองทัพก็มีอุปกรณ์จากกองทัพมาช่วย และเป็นพระเอกในช่วง 1-2 วันนี้ในการใช้เรือผลักดันน้ำ ซึ่งกองทัพเรือมีอยู่ประมาณ 100 ลำ ก็กระจายเรือผลักดันน้ำไปช่วยระบายน้ำในหลายจังหวัด
เมื่อถามถึงปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ห่วงทุกที่ ตรงไหนระบายได้เราเร่งระบายทันที ตอนนี้อุปกรณ์ในการระบายน้ำมีความพร้อม และความร่วมมือระหว่าง กทม.กับรัฐบาลที่ก่อนหน้านี้เราก็เข้าใจว่า กทม.ทำทุกอย่างเองได้หมด เพราะมีสำนักระบายน้ำและมีกรมกองต่างๆ เหมือนเป็นรัฐบาลท้องถิ่น แต่วันนี้เรามาสร้างความเข้าใจกันร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน
เมื่อถามย้ำว่า นายกฯ ได้กำชับอะไรกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะประชาชนบางส่วนไปเชื่อเพจอิสระบางเพจ นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้พูดตั้งแต่วันแรกว่าขอให้เชื่อการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเท่านั้น เราไม่สามารถรับผิดชอบข้อมูลของเพจอิสระอื่นๆ ได้ จะให้ไปบอกประชาชนอย่าไปเชื่อก็ไม่ได้ เพราะมันปรากฏขึ้นเวลาเข้าฟีด ก็เห็นบ่อย แต่รัฐบาลยึดถือข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น จะเหมาะสมหรือไม่ ถ้าให้หน่วยงานรัฐมอนิเตอร์ข้อมูลของเพจอิสระแล้วมาเปรียบเทียบกับความเป็นจริงนั้น เราต้องใช้ข้อมูลที่เป็นมาตรฐานที่เราทำอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายของการประชุม นายกฯ เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ และปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ สำหรับจังหวัดที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขอให้เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายให้ครอบคลุมในทุกด้าน เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน โดยต้องจัดทำบัญชีความเสียหายออกเป็น 2 ส่วน คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ต.ค. 69 ซึ่งต้องใช้การเยียวยาตามกฎระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่มีอยู่ และความเสียหายตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป ซึ่งรัฐบาลได้จัดทำประกันภัยพิบัติให้กับประชาชนจำนวน 30 ล้านครัวเรือน โดยเกณฑ์และมาตรฐานในการให้ความช่วยเหลือจะอ้างอิงมาจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นส่วนใหญ่
นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแล อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์ดังกล่าวและชี้แจงให้ผู้ที่มีหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหายมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เนื่องจากการประเมินความเสียหายจะมีผู้ประเมินจากบริษัทประกันภัยเข้าร่วมด้วย ทุกฝ่ายจึงต้องทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ในกรมธรรม์เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับเงินประกันอย่างเป็นธรรม บนพื้นฐานของความยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย
และให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง สั่งการไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้เป็นคนกลางในการสร้างความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้รับประกันและผู้เอาประกัน รวมถึงให้เร่งประสานงานดูแลเรื่องทรัพย์สิน ยานพาหนะ รถเข็น และรถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมซึ่งมีความคุ้มครองจากประกันภัย คล้ายกับกรณีที่เคยดำเนินการในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา




