สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากกรุงแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า รัฐบาลแอดดิสอาบาบา กล่าวหาว่าเอริเทรีย ซูดาน และอียิปต์ สนับสนุนพันธมิตรฝ่ายค้านที่นำโดยแนวร่วมปลดปล่อยประชาชนทิเกรย์ (ทีพีแอลเอฟ) ซึ่งต่อสู้กับกองกำลังที่ภักดีต่อรัฐบาลกลางของเอธิโอเปียตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ทั้งสามประเทศปฏิเสธข้อกล่าวหาข้างต้น

การปะทะกันครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการสู้รบครั้งใหญ่ที่สุดในเอธิโอเปีย นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองปี 2563-2565 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายแสนราย โดยเอริเทรียเข้าร่วมการสู้รบเพื่อสนับสนุนรัฐบาลกลางเอธิโอเปียในความขัดแย้งครั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศเอธิโอเปีย ระบุในแถลงการณ์ที่โพสต์บนบัญชีแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ว่าตัดสินใจปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงแอสมารา เมืองหลวงของเอริเทรีย เพื่อตอบโต้การกระทำของเอริเทรีย ที่เป็นปฏิปักษ์และก้าวร้าวต่อเอธิโอเปีย ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมกับเสริมว่า นักการทูตเอริเทรีย 10 คน จะต้องเดินทางออกจากเอธิโอเปียภายใน 48 ชั่วโมง

ด้านนายเยมาเน เกเบรเมสเกล รมว.สารสนเทศเอริเทรีย กล่าวว่า การขับไล่นักการทูตชาวเอริเทรียทั้งหมดออกจากเอธิโอเปีย ส่งให้รัฐบาลแอสมาราดำเนินการปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงแอดดิสอาบาบา “โดยปริยาย”

“เอริเทรียไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องตอบโต้ด้วยการกระทำเช่นเดียวกัน และตัดความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งหมดกับเอธิโอเปีย โดยจะมีผลกระทบเชิงลบในภายหลัง” กระทรวงการต่างประเทศเอริเทรีย ระบุในแถลงการณ์

อนึ่ง ความเคลื่อนไหวข่มขู่อย่างรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังมีเสียงระเบิดดังขึ้นในเมืองหลวงของเอธิโอเปีย และเพิ่มความกังวลว่าการสู้รบอาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคในวงกว้าง โดยแหล่งข่าวที่เชื่อมโยงกับพันธมิตรฝ่ายค้านระบุว่า กลุ่มโจมตีด้วยโดรนหลายครั้งในกรุงแอดดิสอาบาบา.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS