เมื่อวันที่ 2 ต.ค. นายพิพัฒน์ รัฐกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ร่วมพบปะพูดคุย และรับฟังข้อปัญหา ข้อกังวล ตลอดจนข้อเสนอแนะจากประชาชน 26 ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ณ สำนักงานเขตคลองเตย เพื่อรับฟังข้อมูลโดยตรงจากคนในชุมชนคลองเตย และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ของ กทท. (ท่าเรือกรุงเทพ) พร้อมทั้งหารือแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัย และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำว่าการพัฒนาต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ใช่การตัดสินใจจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่ ที่ทำให้คนคลองเตยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และบริการพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะศูนย์เด็กอ่อน และศูนย์เด็กเล็ก เพื่อให้พ่อแม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ รวมถึงการพัฒนาโรงเรียน และบริการด้านสุขภาพ เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เดินควบคู่กับการพัฒนาคน สำหรับแนวทางโฉนดชุมชน จะนำไปหารือกับนายกรัฐมนตรีต่อไป เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้และรูปแบบที่เหมาะสม ทั้งเรื่องสิทธิการอยู่อาศัย การส่งต่อสิทธิแก่ลูกหลานหรือทายาท ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมาย และสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในระยะยาว

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนข้อกังวลเรื่องการย้ายท่าเรือคลองเตยนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติว่าจะย้ายหรือไม่ และหากย้ายจะย้ายทั้งหมด หรือเพียงบางส่วน ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการศึกษา จึงขออย่าเพิ่งนำข้อมูลที่ยังไม่มีข้อสรุปไปสร้างความกังวล โดยเฉพาะประชาชน และผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการท่าเรือ นอกจากนี้ขอยืนยันชัดเจนว่า แนวคิดการพัฒนาพื้นที่ ไม่ได้หมายถึงการรื้อชุมชนทั้งหมด หรือบังคับประชาชนออกจากคลองเตย หากประชาชนเห็นชอบกับการพัฒนา จะใช้แนวทางจัดหาพื้นที่ว่างเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยทดแทนก่อน แล้วจึงทยอยย้ายเป็นส่วนๆ หรือเป็นชุมชนๆ เพื่อเปิดพื้นที่เดิมสำหรับการพัฒนาต่อ ไม่ใช่การรื้อ และย้ายพร้อมกัน 100%

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับพื้นที่อื่นที่เคยมีการกล่าวถึง เช่น หนองจอก หรือโซนอื่นๆ ยืนยันว่า ไม่มีนโยบายบังคับให้ประชาชนย้ายออกจากคลองเตยไปอยู่พื้นที่ดังกล่าว เว้นแต่มีผู้สมัครใจย้ายด้วยตนเอง จึงจะพิจารณาพื้นที่รองรับ และมาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าเคลื่อนย้าย และค่ารื้อถอน อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ ตน และทีมงานจะทยอยลงไปรับฟังความคิดเห็นให้ครบทั้ง 26 ชุมชน เพื่อรับฟังทั้งผู้ที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย และผู้ที่ยังมีข้อกังวล โดยหากประชาชนเกินครึ่งหนึ่งเห็นด้วย จึงจะนำแนวทางการพัฒนาไปพิจารณาเดินหน้าตามขั้นตอน แต่หากเกินครึ่งหนึ่งไม่เห็นด้วย ก็จะไม่เดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว ถ้าพวกท่านเห็นด้วย ตัวผมเดินหน้า ถ้าพวกท่านไม่เห็นด้วย เราก็หยุดทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะไม่ทำโดยพลการ ความคิดเห็นต้องมาจากคนหมู่มาก ไม่ใช่ตัวผม กระทรวงคมนาคม หรือใครคนใดคนหนึ่งเป็นผู้กำหนด.



