เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ทีมข่าวเดลินิวส์ขอพาไปเปิดเบื้องหลังศูนย์ DOPA N.I.C.E Center กรมการปกครอง กับภารกิจด่านหน้าสกัดกลุ่มทุนเทา-นอมินี กลืนกินชาติ จากภาพผลการเปิดปฏิบัติการทลายวงจรการทุจริต หลากหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เช่น การสวมสิทธิ์ทางทะเบียนราษฎร์, สวมสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อสกัดกลุ่มทุนเทา นอมินี และข้าราชการทุจริตประพฤติมิชอบ ทั่วประเทศ โดยศูนย์ “DOPA N.I.C.E Center” ย่อมาจาก (National Identity Crime Enforcement) หรือ “ศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนของกรมการปกครอง” ก่อตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย มีการสนธิกำลังประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ป.ป.ท., ป.ป.ง., ป.ป.ช. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI จนเกิดภาพการจับกุมผลงานคดีสำคัญ ๆ ต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม
- ใครคือ “ผอ.คนแรก” ผู้นำหน่วย ‘DOPA N.I.C.E.’
สำหรับหัวเรือผู้ขับเคลื่อนหน่วย “DOPA N.I.C.E Center” เขาคือ ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ หรือ “ผอ.ชป” อายุ 43 ปี เกิดเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2526 ปัจจุบันตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย (นิติกร ระดับเชี่ยวชาญ) กระทรวงมหาดไทย
ประวัติการศึกษาชั้นมัธยมจบจากโรงเรียนบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รุ่นที่ 29, ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต ม.กรุงเทพ รุ่นที่ 16, ปริญญาโท นิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขากฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC), ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมือง มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่นที่ 4, หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 78
-เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้
2562 ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา (นิติกรระดับชำนาญการพิเศษ สำนักการสอบสวนและนิติกร กรมการปกครอง ถัดมาปี 2565 นายอำเภอแสวงหา (อำนวยการ ระดับสูง) จ.อ่างทอง และในปี 2566 นายอำเภอ (อำนวยการ ระดับสูง) รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ ส่วนการสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนทางนิติกร กรมการปกครอง กระทั่งล่าสุดได้รับความไว้วางใจให้มาโดยตำแหน่ง ผอ.ศูนย์ DOPA N.I.C.E Center

- เปิดศูนย์สกัดกลุ่มทุนเทา-ปูพรมกวาดล้างขบวนการทุจริตต่อต้านภัยคุกคาม
ดร.รัฐวิช ระบุว่า ตลอดห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เป็นภัยต่อประชาชนคนไทย ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ หรือธุรกิจทุนสีเทาต่าง ๆ โดยจากการเร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จึงได้พบว่า ผู้กระทำผิดเหล่านี้มีการใช้ระบบทะเบียนราษฎรและการได้มาซึ่งสัญชาติไทย มาอำนวยความสะดวก หลบซ่อนตัวตน การถือครองทรัพย์สินแทน (Nominee) หรือการขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศอย่างยิ่ง
โดยการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนด้านความมั่นคงของชาติ ที่ต้องยกระดับมาตรการตรวจสอบสถานะบุคคล ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามผู้กระทำความผิดและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปิดช่องทางเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงินและทุนสีเทา ในทุกรูปแบบ
“ช่วงปีที่แล้วได้รับการร้องเรียนเรื่องส่วนสัญชาติจึงได้รับมอบหมายให้ไปตรวจสอบ พบไม่ใช่แค่จ่ายส่วยธรรมดา กลับพบว่าชาวจีนสวมชื่อคนกลุ่มน้อยจำนวนมาก จึงประสานกับตำรวจ ยิ่งพบว่าเป็นชาวจีนที่ถูกจับคดีฉ้อโกง เชื่อว่าเป็นสแกมเมอร์ จึงนำข้อมูลหารือกับผู้บังคับบัญขา สมัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯยังเป็น มท.1 จึงได้สั่งการให้ตนลงไปทำคดีอย่างจริงจัง ถือเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อประเทศชาติ”
ด้วยเหตุนี้ กรมการปกครอง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ได้ตระหนักถึงการยกระดับในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในระยะเริ่มแรก จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (National Identity Crime Enforcement “DOPA N.I.C.E.”) โดยมี ท่านวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ฝ่ายการทะเบียนและเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นหัวหน้าคณะทำงานฯ ซึ่งได้มีการปฏิบัติภารกิจไปแล้ว จนถึงปัจจุบันกว่า 17 ปฏิบัติการ สามารถจับกุมผู้กระทำความผิด ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เป็นจำนวนมาก สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน
โดยการดำเนินการดังกล่าว จะสะท้อนให้เราเห็นได้ว่า ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา ลักษณะการกระทำความผิด มีลักษณะเป็นกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ พวกทุนสีเทาเข้ามากระทำความผิดทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิในการสะดวกสบายเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจตลอดจนการย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากเพื่อเป็นคนไทย ตัวอย่าง คนต่างด้าวสวมสิทธิ์กลุ่มชาติพันธุ์ หรือการสมรสกับคนไทยและให้ชายไทยมารับรองบุตรอันเป็นเท็จเพื่อให้บุตรได้สัญชาติไทย หรือการกระทำความผิดรูปแบบอื่น ๆ เช่น พี่สวมน้อง สวมคนตาย ซึ่งปัจจุบันการกระทำความผิดรูปแบบนี้มีน้อย แต่ได้เปลี่ยนเป็นภัยคุกคามแบบใหม่กระทบต่อภัยความมั่นคงของประชาชนเพิ่มขึ้น เช่น กลุ่มสแกมเมอร์ การหลอกลวงทางไซเบอร์ การถือครองทรัพย์สินแทน (Nominee) แรงงานต่างด้าว การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน โดยอาศัยการทุจริตทางทะเบียนเป็นช่องทางที่การก่ออาชญากรรมดังกล่าว ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของพี่น้องประชาชนอย่างยิ่ง
“… ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้ ไม่เคยพบการกระทำความผิดทางทะเบียนราษฎร์มาก่อน จะเรียกว่า ‘เทรนใหม่’ ก็ได้ โดยเฉพาะ ‘พ่อทิพย์’ หรือสวมสิทธิ์แจ้งเกิด ผิดกับ ‘นอมินี’ อดีตจะใช้ชื่อคนไทยถือครองทรัพย์สินแทน แต่ครั้งนี้ กลุ่มทุนเทา หากต้องการช่วยให้ได้สัญชาติไทย โดยใช้ ชื่อลูก และอนาคตอาจลุกลามถือครองทรัพย์สินที่ดินได้เอง อาจกลืนกินชาติสร้างความเสียหายให้ประเทศ .. “
ดังนั้น ปัจจุบัน กรมการปกครอง จึงได้ยกระดับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้มี คำสั่งที่ 2419/2569 เรื่อง จัดตั้งศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2569 โดยมีสถานที่ตั้งอยู่ที่สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง คลอง 9 อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี
โดยท่านอธิบดีกรมการปกครอง ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ต้องหาคนที่มีความรู้ ความสามารถมาขับเคลื่อนภารกิจของศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนให้สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว จึงได้ให้โอกาสผม ซึ่งพอมีความรู้ทางด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ (ปริญญาดุษฎีบัณฑิต) โดยผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตรที่สำคัญต่าง ๆ ประกอบการทำงานด้านสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ในสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง ระยะเวลารวมยาวนานกว่า 19 ปี โดยมีประสบการณ์ในการทำการสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดมาแล้วมากกว่า 500 คดี ร่วมก่อตั้งและปฏิบัติหน้าที่เป็นชุดจับกุมและฝ่ายยุทธการของชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง มาตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการในปี พ.ศ. 2556 – 2562 การจัดทำหลักสูตรสืบสวนสอบสวนพนักงาน ฝ่ายปกครอง วิทยาลัยการปกครอง การเป็นผู้ริเริ่มการฝึกอบรมหลักสูตร DOPA S.W.A.T. ของกรมการปกครอง การผลักดันและขับเคลื่อนภารกิจตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 การผลักดันและขับเคลื่อนภารกิจตามพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือ ที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 การสนับสนุนการก่อตั้งชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดและรักษาความสงบ (DOPA Force) ในปี พ.ศ. 2567 การให้คำปรึกษา ความช่วยและสนับสนุน การดำเนินคดีความผิดทางทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัวประชาชน (DOPA N.I.C.E.) และการผลักดันและขับเคลื่อนภารกิจด้านสิทธิมนุษยชนของกรมการปกครองจนกระทั่งได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569
จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน อีกหน้าที่หนึ่ง ควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่เดิม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เพื่อให้สามารถใช้ความรู้ ความชำนาญหรือความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงานดังกล่าว ขับเคลื่อนศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนให้มีประสิทธิภาพที่สุด

- ปิดประตูล้อมคอก ‘พวกโกงกินชาติ’
ในการนี้ ต่อจากนี้ ผมคิดว่า การทุจริตทางทะเบียนราษฎรและบัตรประจำตัว รวมทั้งงานทะเบียนอื่น ๆ ในเรื่องใดที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยอย่างร้ายแรง ศูนย์ DOPA N.I.C.E. จะเร่งดำเนินการโดยเร็ว เช่น ในตอนนี้เรื่องที่ให้ความสำคัญ คือ พ่อทิพย์ = การว่าจ้างชายไทยมาสมรสหรือรับรองบุตรอันเป็นเท็จ เพื่อให้บุตรได้สัญชาติไทย ข้อมูลเชิงลึกที่ผ่านมาตรวจสอบพบ เคสลักษณะนี้แจ้งเกิดเด็กแล้วจำนวนไม่ต่ำกว่า 10,000 คน
“บางรายบุตรของ กลุ่มคนจีนที่สวมสิทธิ์ ได้เข้าศึกษาโรงเรียนนานาชาติค่าเทอม 3-4 แสนบาท ซึ่งเด็กเหล่านี้ พูดได้ทั้งภาษ จีน-อังกฤษ และอนาคต หากใช้สัญชาติไทยมาเป็นผู้บริหารประเทศ หรือ สมัครเป็น ส.ส. ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ และสิทธิ์ของคนไทยโดยตรง”
อีกกรณีคือบุคคลที่ได้กระทำผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง เช่น หมายแดง ฟอกเงิน สแกมเมอร์ ที่กระทำอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และกรณีสุดท้ายคือกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกระทำความผิด เพราะส่งผลให้มีการกระทำความผิดเป็นวงกว้าง ทั้งเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะ การรักษาความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นในระบบราชการของไทย
โดยจากเคสที่ผ่านมา ขบวนการกระทำความผิดต่อความมั่นคงที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ มักจะมีบุคคลต่างด้าวร่วมกระทำความผิดด้วยเสมอ ในหลายเคส จากข้อมูลการสืบสวนน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรไทยด้วย ซึ่งเข้าข่ายเป็นองค์กรอาชญากรรมและอาชญกรรมข้ามชาติ
จากปัญหาดังกล่าว กรมการปกครองเล็งเห็นว่ามีความร้ายแรง จึงได้มีการพัฒนาจัดตั้งเป็นศูนย์ DOPA N.I.C.E. เพื่อต่อต้านและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้ 1.DOPA N.I.C.E. จะเป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ทำการหาข่าวเรื่องนี้อยู่ตลอด
2.ศูนย์ฯ จะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ของระบบทะเบียนราษฎร์ ในการตรวจสอบรายการต้องสงสัย เมื่อได้ข้อมูลในเชิง data จะส่งชุดสืบสวนลงไปตรวจสอบเชิงลึก
3.หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง หากเป็นเคสร้ายแรง ศูนย์ฯ จะร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย เช่น (1) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (2) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (3) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (4) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และ (5) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิด และยกเลิกเพิกถอน จำหน่ายรายการที่ไม่ถูกต้อง โดยหากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกระทำความผิด จะดำเนินการทางวินัยให้ออกจากราชการทันที และดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตลอดจนการยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงิน

- เสียงสัญญาณเตือนภัยคุกคามระดับชาติ
มาตรการเฝ้าระวัง ทุกเคส ที่ศูนย์ ได้ดำเนินการจะมีการวิเคราะห์ประมวลผล เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันหรือการพัฒนานวัตกรรมเพื่อป้องกันการกระทำความผิดทางทะเบียน เช่น การยกระดับแนวทางการปฏิบัติงานของนายทะเบียนในการอนุมัติอนุญาต การพัฒนาระบบทะเบียนราษฎรให้มีแจ้งเตือนและเฝ้าระวังหากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น
นอกจากนี้ระบบเทคโนโลยีด้านการทะเบียนราษฎรในปัจจุบันค่อนข้างทันสมัยมาก โดยการกระทำความผิดที่ผ่านมา สามารถตรวจสอบเจอได้ และในอนาคต อันใกล้จะมีการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติมอีกด้วย ดังนั้น หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น กรมการปกครองตรวจพบแน่นอน ซึ่งหากเป็นบุคคล ต่างด้าว นอกจากจะโดนเพิกถอนรายการทะเบียนที่ไม่ถูกต้องและถูกดำเนินคดีอาญาแล้ว นโยบายของรัฐบาลในขณะนี้จะใช้มาตรการตามกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายเนรเทศด้วย ในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะผู้อำนวยการสำนักทะเบียนกลางมีนโยบายเด็ดขาด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะอยู่ที่อำเภอ เขต เทศบาล หากมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดทุจริตทางทะเบียน ให้ดำเนินการทางวินัยและให้ออกจากราชการไว้ก่อนทุกกรณี
“ตนได้รับมอบหมายให้มาเป็น ผอ.คนแรก และสิ่งที่ตั้งใจคือ การทำให้ศูนย์แห่งนี้ เป็นหน่วยงานหลัก มีโครงสร้างที่แข็งแรง สำหรับองค์กร ตนอาจไม่ได้อยู่ทำหน้าที่ตรงนี้ตลอดไป อาจต้องไปทำส่วนอื่น แต่อยากเห็นศูนย์นี้เป็นหลักในเรื่องปราบปราม เสนอแนะมาตรการต่าง ๆ ที่ไม่ให้เกิดเรื่องการทุจริตเหล่านี้ให้กับประเทศไทยด้วย..”
ดังนั้น ทุกท่านจะทราบแล้วว่า เมื่อมีการกระทำดังกล่าว ที่ทำให้สิทธิที่ควรจะเป็นของคนไทย ต้องถูกลิดรอนจากบุคคลต่างด้าวเหล่านี้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ กรมการปกครอง โดย DOPA N.I.C.E. จะมุ่งมั่นทุ่มเทการทำงานในทุก ๆ ด้าน เพื่อป้องกันและปราบปราม นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดต่อไป
“หากต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย จุดประสงค์คือต้องการอยู่อย่างสะดวก เพื่อทำธุรกิจทำมาหากินถูกกฎหมายก็ไม่เป็นไร แต่การอยู่ทำธุรกิจทำร้ายคนไทย เช่น สแกมเมอร์ ทัวร์ศูนย์เหรียญ หรือ นอมินีฮุบเศรษฐกิจถือครองทรัพย์สินที่ดิน จึงกลัวว่าจะกลืนกินประเทศชาติเราหรือไม่ คนเหล่านี้ร่ำรวยมหาศาล เช่น บางราย อยู่บ้านหลังนึงราคา 30 ล้านแต่ไม่ทำงานอะไรเลย ซึ่งทำให้ตนมี ‘แพชชั่น’ ในการทำงานประกอบกับผู้บังคับบัญชาปัจจุบันให้การสนับสนุน รวมถึงภาคประชาชน สื่อมวชนให้ความสนใจ มองว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ตนจึงมีกำลังใจมาทำเรื่องนี้ โดยเฉพาะหน่วยงานภาคีที่ร่วมปฎิบัติ เช่น ตำรวจ, DSI, ปปท.และอีกหลายหน่วย ที่มีความเห็นตรงกัน 1 เรื่อง หากเปรียบกับคำของทหารรบกับศัตรูทำสงคราม “จะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว” … เปรียบกับพวกเรา “จะไม่ยอมเสียสัญชาติไทย แม้แต่บัตรประชาชนใบเดียว ” เช่นกัน “…. ดร.รัฐวิช กล่าว.



