เปิดฉากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับสุดยอดแฟชั่นวีคแห่งปี Bangkok International Fashion Week 2026 – Visionary Stage at Siam Center หนึ่งในแฟชั่นรันเวย์แรกของไทย ที่สนับสนุนไทยดีไซเนอร์ประดับวงการมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายทศวรรษ พร้อมผลักดันพลังคนรุ่นใหม่สู่ปรากฏการณ์แฟชั่นสะท้อนวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ NEXT TH-PHENOMENON รวม 4 วัน 16 โชว์ จาก 13 มหาวิทยาลัยและสถาบันทั่วประเทศและ 3 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย ระหว่างวันที่ 1 – 4 ตุลาคม 2569 ณ เอเทรี่ยม 2 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์

สำหรับ “Visionary Stage at Siam Center” นับเป็นหนึ่งในแฟชั่นรันเวย์แรกในประวัติศาสตร์ของเมืองไทยที่สนับสนุนไทยดีไซเนอร์รุ่นใหม่ให้ได้แสดงผลงาน และได้ผลักดันวงการดีไซเนอร์ไทยประดับวงการจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายทศวรรษ ในปีนี้ จัดเต็ม รวม 4 วัน 16โชว์ ภายใต้แนวคิด NEXT TH-PHENOMENON หรือ ปรากฏการณ์คลื่นลูกใหม่พลังไทยสร้างสรรค์สู่ผลงานแฟชั่นดีไซน์ระดับโลก รวบรวมผลงานจาก 13 มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย สงขลา, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ผลงานของยังก์ดีไซเนอร์ในปีนี้นำเสนอเรื่องราวของแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม และวิถีชีวิต ความหลากหลายมิติในดินแดนเดียวกันจากแต่ละภาคทั่วไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงเรื่องราวความเชื่อ ประเพณี และสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน อย่าง สถาปัตยกรรม หัตถกรรม ประณีตศิลป์ หรือแม้แต่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น รวมถึงความงามของอัตลักษณ์ประจำท้องถิ่น นำมาผสมผสานกับจินตนาการ ผ่านภาษาของแฟชั่นร่วมสมัย เพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้ชมในบริบทสากลได้ โดยยังคงรักษารากทางวัฒนธรรม ต่อยอดเป็นผลงานแฟชั่นที่สะท้อนความงดงามของความแตกต่างและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

ผลงานแฟชั่นที่สะท้อนมุมมองเชิงพหุคติในโลกปัจจุบัน กล่าวคือ ความหลากหลายของพื้นที่จากแต่ละภาคทั่วไทยไม่ว่าจะเป็นตีความมรดกทางวัฒนธรรมมลายูและอัตลักษณ์ของภาคใต้ ทั้งลวดลายแกะสลักมลายู ช่องลม สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ผืนผ้าบาติกและงานหัตถกรรมท้องถิ่น อย่าง ‘ว่าวเบอร์อามัส’ ผ่านมุมมองร่วมสมัย, การแสดงประจำท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็น ‘มโนราห์’ ที่เครื่องแต่งกายมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่วิจิตรงดงามของภาคใต้ โดยนำลูกปัดมโนราห์มาเป็นองค์ประกอบของชุด หรือความเชื่อเรื่องผี เทศกาลประเพณี ‘พิธีบายศรีสู่ขวัญ’ จากภาคอีสาน หรือพิธีกรรมการใช้ ‘ตุงนักษัตร’ สะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อล้านนา เป็นต้น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ Special Opening Look หรือโชว์เปิดของแต่ละวัน ซึ่งสยามเซ็นเตอร์ร่วมกับ Epson ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไทยแลนด์ ไทยเริ่ด” คอลเลกชันพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ความเป็นไทย นับเป็นการผสมผสานพลังความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบรุ่นใหม่เข้ากับนวัตกรรมการพิมพ์ผ้าจากเอปสันที่แตกต่างจากการสกรีนผ้าแบบเดิม ด้วยกระบวนการพิมพ์ดิจิทัลที่ช่วยลดการใช้น้ำ พลังงาน และสารเคมี พร้อมรองรับการผลิตแบบ On-Demand ซึ่งจะช่วยลดการผลิตส่วนเกินและสินค้าคงค้าง รวมถึงสนับสนุนแนวทางการผลิต ที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และมุ่งสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมแฟชั่น ทั้งยังสนับสนุนเสริมทักษะการเรียนรู้ของยังก์ดีไซเนอร์ด้วยการจัด Workshop เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ พัฒนาทักษะให้แก่ยังก์ดีไซเนอร์ ก่อนผลิตผลงานจริงเพื่อนำเสนอบนรันเวย์ และ Epson Experience พร้อมมอบประสบการณ์และกิจกรรมสนุกๆตลอดช่วงแฟชั่นวีค ที่บริเวณชั้น G

คอลเลกชันพิเศษได้รับแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่สามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน นำมาตีความให้สนุกสนานและเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็นสีสันของปากคลองตลาดที่คลาคล่ำไปด้วยดอกไม้หลากสีสันนานาพรรณ, อาหาร แสงสี และบรรยากาศแห่งความสนุกสนานในยามค่ำคืน, ม้าลายไหว้แก้และผ้าแพรสามสี ที่คนไทยคุ้นตาเป็นอย่างดี, ความวิจิตรของจิตรกรรมฝาผนังไทยแบบประยุกต์ ที่นำเอาสิ่งใกล้ตัวในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย ไม่ว่าจะเป็น ของเล่นสังกะสี ตุ๊กตาไขลาน พวงมาลัย ตุ๊กตานางรำ ไอ้เท่ง กุมารทอง ผสมผสานสิ่งในปัจจุบันอย่างจอ LED ลงไป เพื่อเพิ่มกิมมิคสนุกสนานและสะท้อนภาพของการหลอมรวมระหว่างอดีตและปัจจุบัน

ไม่เพียงแต่ในด้านศิลปวัฒนธรรม แม้แต่ความประณีตของงานใบตองที่เป็นหัตถศิลป์อันขึ้นชื่อของไทย ผ่านทักษะและการฝึกฝนบวกกับประสบการณ์ ทำให้เกิดริ้วและจีบที่สวยงามอ่อนช้อย เหล่านี้ถูกนำมาต่อยอดเป็นดีไซน์ของเสื้อผ้า หรือการหยิบเอาดอกไม้ป่าไทยมามิกซ์แอนด์แมตช์กับลายทางคลาสสิค หรือการนำเอาธรรมชาติประจำถิ่นอันคุ้นตาอย่างบรรยากาศของทุ่งนามาวาดไว้บนลายผ้าพิมพ์ นอกจากนี้ ยังมีการเล่าเรื่องตำนานอย่างการต่อสู้ระหว่างไกรทองและชาละวัน มาตีความใหม่ผ่านการผสมผสานท่าทางของศิลปะมวยไทย, การถ่ายทอดความงามของอัตลักษณ์มลายูอย่างการแต่งกาย หรือการหยิบวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคเหนืออย่าง ‘ประเพณีปี๋ใหม่เมือง’ มานำเสนอผ่านศิลปะ Pop Art ตลอดจนการนำความเชื่อความศรัทธาของคนไทย อย่างเครื่องรางของขลัง หรือสัญลักษณ์มงคลต่าง ๆนำมาตีความใหม่ผ่านภาษาของแฟชั่นร่วมสมัยที่สนุก กล้าแตกต่าง และพร้อมก้าวสู่เวทีระดับประเทศ

ในวันเปิดงาน สัมผัสถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำเสนอโดยคนรุ่นใหม่ด้วยโชว์จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ที่มาพร้อมกับ “เสน่ห์ปักษ์ใต้” จากสีสันและวิถีชีวิตของภาคใต้ มาถ่ายทอดผ่านแฟชั่นร่วมสมัย โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ผ้าปาเต๊ะและผ้าบาติกใต้ ผสมกับลวดลายของดอกไม้และพืชพรรณเขตร้อน เช่น ดอกชบา ดอกเฟื่องฟ้า ใบไม้ และลวดลายมโนราห์ ต่อด้วยโชว์ที่สองแนวคิดของคนรุ่นใหม่ต่อประเด็นด้านความหลากหลาย ผสมผสานความร่วมสมัยแนวทดลอง ที่สะท้อนมุมมองเชิงพหุคติในโลกปัจจุบันจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เสื้อผ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงเพื่อบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และยังมีโชว์จากอีกหลากหลายสถาบันการศึกษาตลอดทั้ง 4 วัน

ร่วมด้วยการรวมพลังไทยดีไซน์เนอร์ที่ร่วมสร้างปรากฏการณ์แฟชั่นอีเวนต์แห่งปี เริ่มที่ เต่าทองดำ x Mohhomphrae / Heritage / Kanhom นำเสนอความสวยงามของผ้าท้องถิ่นไทยผสมผสานความดิบเท่ พร้อมลวดลายออกแบบพิเศษอันเป็นอัตลักษณ์ จาก “ฮิวโก้ – จุลจักร” เกิดเป็นคอลเลกชัน “เดรัจฉาน” สื่อถึงสัญชาตญาณความสตรีท ความดิบ และการต่อสู้ของชีวิตในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร โดยเน้นงานสตรีทแวร์ที่มีความวินเทจผสมความร็อก และโทนสีเข้ม ดำ เทา พร้อมโชว์ทุกจิตวิญญาณ ทุกรายละเอียด โดยร่วมกับแบรนด์ไทยที่หยิบเอาวัสดุท้องถิ่นมาออกแบบได้อย่างลงตัว

รันเวย์จะลุกเป็นไฟ ด้วยลุคใหม่จาก SLEEPING CLOUD กับคอลเลกชัน “Enjoy Everyday Moments” อินสไปร์ไปกับโชว์ “Your 7 Days Pajamas” ที่จะถ่ายทอดเรื่องราว 7 วัน 7 มู้ด สนุก สดใส และสบายไปพร้อมๆ กัน ให้ฟิล Comfort, But Make it Fashion! และ Kiera Selbe นำเสนอ “FORGED ADORNMENT” ซิลูเอตเชิงประติมากรรม งานโซ่เชิงสถาปัตยกรรม และโครงสร้างโลหะขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวไปกับร่างกาย โทนสีหลักคือสีเงินขัดเงาและสีดำเข้ม สื่อถึงความสมดุลระหว่างการสะท้อนและการดูดซับแสง ความแข็งแกร่งและความลื่นไหล รวมถึงพลังความเป็นหญิงและความเป็นชาย รวมถึงตั้งคำถามต่อกรอบความคิดเดิมที่มองเครื่องประดับเป็นเพียงของตกแต่ง และนำเสนอแนวคิดว่าเครื่องประดับสามารถเป็นรากฐานของแฟชั่นได้

ความพิเศษของแต่ละโชว์ยังได้รับการเติมเต็มด้วยการปรากฏตัวของเหล่าศิลปิน นักแสดง และบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่ร่วมถ่ายทอดลุคพิเศษบนรันเวย์ สะท้อนพลังการผสานศิลปะ วัฒนธรรม นวัตกรรม และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

Visionary Stage at Siam Center จึงเป็นมากกว่าเวทีแฟชั่น แต่เป็นพื้นที่แห่งการค้นพบและผลักดันศักยภาพของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้พลังสร้างสรรค์จากทุกภูมิภาคได้เปล่งประกายสู่สายตาผู้ชมทั้งในประเทศและนานาชาติ ตอกย้ำบทบาทของสยามเซ็นเตอร์ในฐานะ The Ideaopolis และแพลตฟอร์มแห่งโอกาสสำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง