สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ว่า ที่ประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 แห่ง หรือ จี7 มีมติร่วมกันระหว่างการประชุมผ่านระบบทางไกล ให้ทยอยปล่อยน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉินรวม 100 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาภาวะราคาพลังงานพุ่งสูง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กดดันสหภาพยุโรป (อียู) ให้ระบายน้ำมันดีเซลสำรอง โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลวอชิงตันขู่ว่าอาจห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล หากยุโรปไม่ดำเนินการ ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณเชื้อเพลิงในยุโรปอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกัน จี7 ให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์พลังงานระหว่างกัน ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐในการพิจารณาห้ามส่งออกดีเซล
Breaking News: The G7, which includes Britain, France, Japan and others, agreed to release diesel from reserve stockpiles to ease record-high prices driven mostly by the war in Iran. https://t.co/45K7eSSFoF
— The New York Times (@nytimes) October 2, 2026
ตามข้อตกลงดังกล่าว การระบายน้ำมันจะเริ่มทันทีและดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน โดยสมาชิกจี7 และประเทศพันธมิตร จะปล่อยน้ำมันดีเซลปริมาณมากภายใน 20 วันแรก แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ว่าแต่ละประเทศจะปล่อยน้ำมันประเภทใดและในปริมาณเท่าใด
ทั้งนี้ การปล่อยน้ำมันสำรองครั้งล่าสุดเกิดขึ้น หลังสงครามอิหร่านส่งผลให้ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ประสานการระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 400 ล้านบาร์เรล เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ พยายามควบคุมราคาพลังงานที่พุ่งสูง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 3 พ.ย. นี้ ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



