แม้การลงพื้นที่พบปะผู้ประสบภัยใน กทม. จะสะท้อนถึงความพยายามในการรับมือ และสั่งการแก้ไขปัญหาโดยตรง แต่ภาพที่ปรากฏกลับเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และการระบายความทุกข์ร้อนของประชาชน พ่วงด้วยเกมการเมืองจากฝ่ายตรงข้ามที่คอยสกัดทุกความเคลื่อนไหว แม้กระทั่งการช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่รัฐบาล และ กทม.จะเร่งแก้ปัญหาหลังน้ำลดอย่างไร รวมถึงเตรียมรับมือน้ำระลอกใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาในช่วงต้นเดือน ต.ค. ขณะที่มาตรการเยียวยา และแผนแก้ปัญหาระยะยาวจะสามารถเรียกความเชื่อมั่น และคะแนนนิยมกลับคืนมาได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงมาตรการประคองสถานการณ์เพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ
ต้องยอมรับว่า ความเชื่อมั่นรัฐบาลเวลานี้อยู่ในภาวะติดลบ จากปัญหาสะสมที่ยังไม่สามารถปลดชนักสำคัญลงได้ สะท้อนผ่านผลสำรวจนิด้าโพลที่คะแนนนิยมของนายกฯ และรัฐบาลลดลง ขณะที่คะแนนนิยมพรรคการเมืองก็ยังตามหลัง “พรรคประชาชน” และ “พรรคเพื่อไทย” โดยเฉพาะ “พรรคแดง” ที่ว่ากันว่ากำลังรอจังหวะพลิกเกมทางการเมืองอยู่
เมื่อพูดถึงกระแสการเมือง ต้องยอมรับว่า “พรรคภูมิใจไทย” กำลังเผชิญแรงกดดัน แม้จะมีเสียงสนับสนุนในสภาฯจำนวนมาก และยังมีแรงหนุนจากเครือข่ายทางการเมือง แต่ก็ไม่อาจวางใจได้ ก่อนหน้านี้จึงมีการประเมินว่าทางออกหนึ่งคือการ ปรับ ครม. เพื่อกู้เรตติ้ง ดึงบุคคลที่มีความสามารถเข้ามาแทน ควบคู่กับการดึง “พรรคกล้าธรรม” เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเติมเสียงในสภาฯ และแก้เกมการเมือง หาก “พรรคเพื่อไทย” ชิงถอนตัวหนีแรงกดดันจากความล้มเหลวของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. ที่จะมีศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ขณะที่ “พรรคกล้าธรรม” ก็แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนต่อเนื่องว่าต้องการเข้าร่วมรัฐบาล โดย “ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ส่งสัญญาณจับจองกระทรวงไว้ล่วงหน้า สะท้อนผ่านการออกมาติติงการทำงานของกรมชลประทานในช่วงรับมืออุทกภัย เช่นเดียวกับ “ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร” สส.นครนายก พรรคกล้าธรรม ที่ออกมาโจมตี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรและสหกรณ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ปมโยกย้ายข้าราชการจนเกิดความปั่นป่วนและส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำ
การเปิดหน้าท้าชนทางการเมืองเช่นนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลกำลังมุ่งหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังเดือดร้อน และหาทางเอาตัวรอดจากน้ำระลอกใหม่ จึงไม่ใช่เวลาที่รัฐบาลจะมาสนองเกมต่อรองทางการเมือง
“อนุทิน” ย่อมรู้ดีว่า หากขยับปรับ ครม.ในเวลานี้ มีหวังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก และอาจจมไปกับกระแสน้ำ จึงต้องรีบเบรกกระแสปรับ ครม. โดยยืนยันว่า “ไม่คิดเรื่องดังกล่าว และขอจัดการสถานการณ์น้ำท่วมให้เรียบร้อยก่อน”
ฉะนั้น กระแสข่าวปรับ ครม.ก่อนหรือหลังศึกซักฟอก คงยังไม่เกิดขึ้น “พรรคกล้าธรรม” จึงต้องรอไปก่อน อย่างน้อยอาจต้องรอให้รัฐบาลครบ 1 ปีในเดือน เมย.70 หรือท้ายที่สุดอาจต้องรอกันยาวไปจนใกล้ครบวาระก็เป็นได้
เพราะตราบใดที่เรตติ้ง “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ยังไม่ฟื้น และยังไม่สามารถโผล่พ้นกระแสน้ำได้ การดึง “พรรคเขียว”เข้ามาร่วมแบกรับภาระรัฐบาล อาจกลายเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น แถมยังไม่เป็นผลดีต่อคะแนนนิยม ไม่นับอาจสร้างแรงกระเพื่อมในรัฐบาล รวมถึงใน “พรรคสีน้ำเงิน” ที่อาจแตกก่อนเสียเอง เพราะปรับครม.มีทั้งผู้สมหวังและผิดหวังเนื่องจากมีหลายคนจ่อคิวอีกเพียบ
หาก “พรรคสีน้ำเงิน” ประเมินแล้วว่า สัญญาณจากผู้มีอำนาจยังให้การสนับสนุน และรัฐบาลยังสามารถประคองตัวไปได้ โดยไม่เปิดช่องให้ “พรรคประชาชน” เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ต้องรักษาฐานอำนาจทางการเมืองเอาไว้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีบเปิดประตูปรับครม.รวมถึงรับ “กล้าธรรม” ในเวลานี้
ส่วนการตอบแทนหรือเยียวยา “พรรคกล้าธรรม” เพื่อรักษาความสัมพันธ์ และเก็บไว้เป็นพันธมิตรทางการเมือง เผื่อเรียกใช้ในยามจำเป็นนั้น ยังมีช่องทางอีกมาก ไม่จำเป็นต้องรีบจัดเก้าอี้รัฐมนตรีให้ในวันที่รัฐบาลกำลังสำลักน้ำ.



