เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า สถานการณ์สภาพอากาศช่วงวันที่ 4-7 ต.ค. ประเทศไทยจะเริ่มมีฝนอีกครั้ง โดยเป็นฝนเปลี่ยนฤดู ซึ่งจะมีพื้นที่ได้รับฝนตกหนักในภาคตะวันตก คือ จ.กาญจนบุรี และเพชรบุรี ในส่วนภาคตะวันออกให้เฝ้าระวังในพื้นที่อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยเฉพาะในวันที่ 5 ต.ค. จึงขอให้เตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นในพื้นที่ ในส่วนภาคใต้ และภาคเหนือ จะมีฝนตกในปริมาณที่มากพอสมควร จึงขอให้เฝ้าระวัง เพราะอาจเจอน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม

นายเอกภพ กล่าวอีกว่า ส่วนภาวะน้ำท่วมในปัจจุบัน ข้อมูลจากดาวเทียมและพื้นที่ ปริมาณน้ำที่ท่วมในภาคกลางตั้งแต่ จ.อุทัยธานี ลงมา มีปริมาณที่ทรงตัว และเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ เขื่อนเจ้าพระยายังมีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ที่ระดับ 17.8 ซึ่งเราอยากให้เหลืออยู่ที่ระดับ 16 กว่า

ทั้งนี้ เมื่อน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยลงมา ก็จะไปรวมกับน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีการปล่อยน้ำ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และน้ำจะมารวมกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงจะทำให้พื้นที่ที่อยู่ใกล้น้ำมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่ม เตรียมตัวยกของขึ้น และขอให้มีการช่วยเหลือเข้าไปที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ในส่วน กทม. ได้มีการเปิดคลองรับน้ำเพื่อช่วยรับน้ำจากทางเหนือ และระบายลงสู่เจ้าพระยาให้สามารถออกสู่ทะเลอ่าวไทยได้มากขึ้น

นายเอกภพ กล่าวอีกว่า ในวันเดียวกันนี้ นายกฯ เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยมีข้อสั่งการว่า ให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ทุกระดับ กำหนดพื้นที่รับผิดชอบและมอบหมายภารกิจให้ชัดเจน โดยบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ และให้มีการจัดระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่วิกฤติอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ นายกฯ ยังสั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมมือกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อมูลที่กระชับ เข้าใจง่าย และทันต่อเหตุการณ์ และยังให้ ปภ. ประเมินติดตามสถานการณ์ภาพรวมอย่างใกล้ชิด เร่งประสานงานและแก้ไขข้อขัดข้องระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กทม. ว่า ยังคงมีจุดที่มีน้ำท่วมสูง และควรหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจร 4 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถนนพหลโยธิน รอยต่อ กทม. หน้าสนามกีฬาธูปะเตมีย์-พหลโยธินซอย 60 2.ถนนสุวินทวงศ์ แยกตัดถนนรามคำแหง-คลองโตนด 3.ถนนหลวงแพ่ง คลองหัวตะเข้-สำนักงานประปาสุวรรณภูมิ ซอยนำไกร-คลองพระยาเพชร คลองพระยาเพชร-คลองกาหลง และ 4.ถนนลาดกระบังตลอดทั้งสาย หน้าสำนักงานเขตลาดกระบัง

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ในส่วนปฏิบัติการกู้คืนพื้นที่เคหะร่มเกล้า ความคืบหน้าระดับน้ำในชุมชนลดลงไป 30 เซนติเมตร แต่ถนนในพื้นที่มีปัญหาการสัญจร เพราะมีระดับน้ำ 20-30 เซนติเมตร ซึ่งทาง กทม. กำลังเร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ และใช้สถานีสูบน้ำพระโขนง อุโมงค์ระบายน้ำพระโขนง และอุโมงค์หนองบอน ช่วยผลักดันให้น้ำลงไปในคลองประเวศบุรีรมย์ จึงทำให้ต้องติดตามระดับน้ำในพื้นที่เขตมีนบุรี หนองจอก ประเวศ และสะพานสูง อย่างใกล้ชิด ในส่วนพื้นที่สายไหม-ออเงิน ยังคงมีน้ำท่วมในชุมชน แม้ระดับน้ำจะลดลง จึงต้องมีการเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ คาดว่าจะใช้เวลา 2 วันในการระบาย