เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 3 ต.ค. ที่วัดบ้านแก่ง จ.นครสวรรค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ ให้กำลังใจผู้ประสบภัยและชาวบ้าน พร้อมตรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่ ต.บ้านแก่ง อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์  โดยระบุว่า วันนี้มามอบหมายนโยบายดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เมื่อเช้าที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์น้ำท่วม โดยได้มีการประชุมร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รับฟังรายงานสถานการณ์จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่มีความเสี่ยงประสบภัย จัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ตามกฎหมาย ดังนั้นในเรื่องการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและการลงทะเบียนเพื่อเยียวยาความเสียหายจะสามารถดำเนินการได้ทันที

อย่างในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ยังคงน่าเป็นห่วงเรื่องปริมาณน้ำ เนื่องจากฝนยังมีโอกาสลงมาตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ทำให้ปริมาณน้ำสะสมยังคงมีมาก อย่างไรก็ตามฝนในภาคเหนือตอนบน ภาคอีสาน และภาคกลาง จะไม่ชุกเท่าภาคใต้ ซึ่งช่วงนี้ฝนจะตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ไปจนถึงนราธิวาส จึงต้องมีความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่อาจเกิดขึ้น แม้เราไม่สามารถห้ามน้ำหรือฝนที่ตกหนักได้ แต่สิ่งที่เราต้องจัดการให้ได้ คือ การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่เปราะบางหรือพื้นที่บริเวณท้ายเขื่อน ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ทางจังหวัดจะลงทะเบียนครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ซึ่งมีเงินเยียวยาตามกฎหมายอยู่แล้ว ครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงมีงบซ่อมแซมบ้านเรือนที่อาศัยตามการสำรวจ ไม่เกินหลังละ 80,000 บาท ซึ่งนี่เป็นแนวทางเดิมก่อนวันที่ 1 ต.ค. โดยล่าสุดรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อทำประกันภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจำนวน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยเงื่อนไขประกันภัยจะมีเงินเยียวยาค่าเสียหายเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งสามารถเยียวยาได้ทันทีสำหรับบ้านเรือนที่มีน้ำท่วมขังภายใน 7 วัน ขณะนี้กำลังให้ทุกหน่วยงานศึกษารายละเอียดกรมธรรม์อย่างรอบคอบ โดยภาพรวมการเยียวยารายครัวเรือนกรณีน้ำท่วมขังจะอยู่ที่ 10,000 บาทต่อครั้ง และเยียวยาความเสียหายครัวเรือนไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งฝ่ายรัฐบาลได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเข้าร่วมสำรวจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนสูงสุด

ส่วนเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตจากสถานการณ์ภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุฝนฟ้าคะนอง หรือแผ่นดินไหว ครอบคลุมทุกกรณี หากเสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชยรายละ 2,000,000 บาท เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนให้ครอบคลุมที่สุด

เมื่อถามถึงช่วงวันที่ 4-7 ต.ค. นี้ ที่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าจะมีฝนตกหนัก นายอนุทิน กล่าวว่า ตนกังวลอยู่แล้ว จึงได้ประกาศเตือนให้หน่วยงานภาครัฐเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรองรับสถานการณ์ อย่างที่เรียนแจ้งว่าฝนที่จะตกหนักมากช่วงวันที่ 4-10 ต.ค. นี้ จะไปหนักในพื้นที่ภาคใต้ และยังมีฝนก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนใต้ ดังนั้นเราต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่เตรียมความพร้อมช่วยเหลือและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

พร้อมกันนี้ ต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เห็นสมควรให้อพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย ขอให้ปฏิบัติตามทันที เพราะบางครั้งน้ำมาเร็ว หากมีกลุ่มเปราะบาง เด็ก หรือผู้ป่วยติดเตียง การเคลื่อนย้ายจะลำบากมาก ไม่ควรรอให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อนแล้วค่อยเข้าไปช่วยเหลือทีหลัง ซึ่งจะเกิดความไม่สะดวกและมีความเสี่ยงที่จะดูแลได้ไม่ทั่วถึง

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ขอความกรุณาให้ห่วงชีวิตตนเองเป็นหลัก อย่าห่วงสัตว์เลี้ยงจนไม่ออกจากบ้าน บางท่านจะยอมออกมาก็ต่อเมื่อนำสัตว์เลี้ยงออกมาด้วย แต่ในศูนย์พักพิงมีประชาชนอาศัยอยู่ร่วมกันจำนวนมาก หากนำสัตว์เลี้ยงเข้าไป อาจส่งเสียงดังหรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จากการขับถ่าย ซึ่งตนได้ไปตรวจเยี่ยมด้วยตนเอง และเห็นว่าไม่สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้

“เราอาจจะมองว่าสัตว์เลี้ยงน่ารัก แต่ผู้อื่นไม่ได้คิดเช่นนั้น จึงต้องขอร้องจริงๆ ว่าให้เอาชีวิตรอดไว้ก่อน ส่วนเรื่องสัตว์เลี้ยง ทางหน่วยงานต่างๆ จะพยายามเข้าไปดูแลในช่วงที่อพยพให้ได้มากที่สุด” นายกฯ กล่าว