“บังซุป”ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ( ไทยพีบีเอส )  ให้ต้องรับงบประมาณภาครัฐ จากเดิมที่ใช้เงินภาษีบุหรี่เหล้า ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่วิจารณ์หนักมาก ว่า ทำให้รายได้ของไทยพีบีเอส ขึ้นอยู่กับการจัดสรรคตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ฝ่ายการเมืองจะสามารถสั่งการไทยพีบีเอสได้ โดยใช้การให้งบประมาณมาต่อรอง  

ศุภชัย ใจสมุทร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สิ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “รูปแบบการจัดหาและบริหารเงินสาธารณะ”ว่าไม่ใช่เรื่องเดียวกัน  รัฐบาลไม่เคยกลัวการตรวจสอบ ทุกวันนี้สื่อทั้งของรัฐ เอกชน และสื่อออนไลน์ ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

การเสนอปรับเปลี่ยนระบบรายได้ของไทยพีบีเอส ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องว่า “ถ้าเปลี่ยนระบบเงิน เท่ากับรัฐบาลต้องการควบคุมสื่อ”โดยอัตโนมัติ ประเด็นที่ควรพิจารณาจริง ๆ คือ ระบบใดจะรักษาความเป็นอิสระของสื่อไว้ได้ พร้อมกับทำให้การใช้เงินสาธารณะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ  และยังเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนทั้งบทบาท พันธกิจ โครงสร้างการบริหาร การจัดสรรทรัพยากร คุณภาพเนื้อหา ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ นี่คือประเด็นที่ควรพูดกันอย่างตรงไปตรงมา

เงินที่นำมาใช้ดำเนินงานคือเงินที่มีที่มาจากระบบสาธารณะ และประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่าถูกใช้ไปอย่างไร มีประสิทธิภาพเพียงใด และกลไกการจัดสรรเงินที่ใช้อยู่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันหรือไม่  การตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การคุกคามเสรีภาพสื่อ องค์กรสื่อที่ใช้ทรัพยากรสาธารณะก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากประชาชนเช่นเดียวกัน  อย่าทำให้เรื่องนี้กลายเป็นการเลือกระหว่าง“เสรีภาพสื่อ” กับ“วินัยการคลัง” เพราะประเทศไทยสามารถและควรมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน  

ศุภชัย ยังโพสต์ข้อความว่า ที่มีการเสนอข้อมูลว่า จะยกเลิกเงินบำรุง หรือ earmarked tax  จนเกิดความเข้าใจว่าเป็นการลดภาษีให้ธุรกิจสุราและยาสูบนั้นไม่ใช่ เงินบำรุงที่เดิมเก็บเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิตแล้วส่งตรงให้กองทุนหรือองค์การต่าง ๆ เปลี่ยนไป จากผู้ประกอบการ → ภาษีสรรพสามิต + เงินบำรุง → ส่งเงินบำรุงตรงให้องค์กร ระบบใหม่ เป็นผู้ประกอบการ → ภาษีสรรพสามิตในอัตราที่ปรับใหม่ → รายได้ของรัฐ → จัดสรรผ่านระบบงบประมาณ ไม่ได้ยกเลิก Earmark เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจสุราและยาสูบ แต่ต้องการยกเลิกการล็อกเงินไว้ให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งโดยอัตโนมัติ แล้วนำรายได้กลับเข้าสู่ระบบการคลังของรัฐ

สำหรับกรณีสามีของ “สส.ไอเดียร์”สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย มีทรัพย์สินร่วมพันล้าน และถูกพาดพิงตั้งคำถามว่า โยงกับสแกมเมอร์หรือไม่  ศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ สส.ไอเดียร์ ยืนยันว่าไทหยาง ซาง (Taiyang Zhang) สามี เป็นผู้บริสุทธิ์ และทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ศิริโชค ระบุว่า ทำไมชื่อของนายไทหยาง ซาง จึงไปปรากฏอยู่ในเครือข่ายธุรกิจหรือความสัมพันธ์ทางการเงินกับบุคคลหลายคน ซึ่งต่อมาล้วนเจอคดีใหญ่ ในโพสต์ ศิริโชคได้ยกตัวอย่างผู้เกี่ยวข้องมาด้วย  

“ผมไม่ได้ถามว่าสามีคุณเป็นคนดีไหม เพราะคำตอบที่ว่า ถ้าเขาไม่ใช่คนดี ดิฉันคงไม่แต่งงานด้วย ความเชื่อส่วนบุคคลของภรรยา ไม่ใช่คำตอบต่อข้อเท็จจริงทางธุรกิจ และคำว่า เพื่อนสามีถูกดำเนินคดีทั้งหมด แต่สามีไม่เกี่ยว ก็ไม่ได้ทำให้คำถามเหล่านี้หายไป ตรงกันข้าม มันทำให้ต้องถามให้ชัดกว่าเดิมว่าความสัมพันธ์กับแต่ละคนคืออะไร มีการร่วมลงทุน ให้กู้ ซื้อกิจการ หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินกันอย่างไร เงินมาจากไหน ไปที่ไหน จำนวนเท่าไร  

“ไม่ได้บอกว่าไทหยาง ซางมีความผิดเพราะคนรอบตัวมีความผิด แต่ภาพนี้กำลังบอกว่าเมื่อบุคคลคนเดียวปรากฏอยู่ในจุดเชื่อมโยงกับบุคคลหลายคนที่ภายหลังเจอคดีระดับพันล้านดอลลาร์ การตอบเพียงว่า ‘เขาเป็นคนดี’ หรือ ‘เขาไม่เกี่ยว’ ยังไม่เพียงพอ ถ้าไม่เกี่ยว ก็อธิบายเส้นทางธุรกิจและเส้นทางการเงินให้ชัด เพราะเรื่องแบบนี้ ความบริสุทธิ์ไม่ได้พิสูจน์ด้วยทะเบียนสมรส และความน่าเชื่อถือไม่ได้เกิดจากคำว่าฉันเชื่อสามี มันพิสูจน์กันด้วยเอกสาร ข้อเท็จจริง”

สส.ไอเดียร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า หากมีหลักฐานว่าใครเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ หรือกระทำการใดที่ผิดกฎหมาย ก็ควรรวบรวมหลักฐานและดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ แจ้งความ ตรวจสอบ พิสูจน์ข้อเท็จจริง และหากผิดจริงก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงควรมาพร้อมหลักฐาน  มีหลักฐาน ก็พิสูจน์กันด้วยหลักฐาน ไม่มีหลักฐาน ก็ควรรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง

สำหรับวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจ  สุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ช่วงเดือนต.ค.นี้ ว่า สามารถทำได้ เพราะบ้านเมืองต้องมีทั้งการบริหาร และตรวจสอบควบคู่กันไป ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่  ฝ่ายค้านต้องตรวจสอบด้วยเหตุด้วยผล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการบริหาร รัฐบาลจะได้ประโยชน์จากมุมมองของฝ่ายค้าน ในสภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ก็ยิ่งต้องตรวจสอบว่าการแก้ปัญหาว่าทำได้ดีหรือไม่  

เมื่อถามว่า ประเมินว่าฝ่ายค้านจะพุ่งเป้าการอภิปรายไปจุดใด นายสุทิน กล่าวว่า หลายเรื่องคงเป็นประเด็นเก่าที่คาดหมายกันได้อยู่ แต่ประเด็นใหม่อาจมีเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อาจมีความไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง ก็เป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกตรงนั้นมาพูด เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้อธิบายต่อประชาชน พรรคเพื่อไทยได้ประเมินการทำงานของรัฐมนตรีของพรรคตลอด เท่าที่ดูไม่มีแผลอะไรให้ฝ่ายค้านอภิปราย แต่ถ้ามีก็มั่นใจรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยจะลุกขึ้นชี้แจงได้

สำหรับปัญหา กสทช. ประชุมไม่ได้ ซึ่งเกิดความเป็นห่วงจะกระทบการทำแผนดิจิทัลแห่งชาติ จะเสร็จทันก่อนประมูลทีวีดิจิทัลรอบใหม่หรือไม่ “อาจารย์ขวัญ”ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. โพสต์เฟซบุ๊กเล่าว่า  เมื่อวันที่ 2 ต.ค. มีการเตรียมห้องประชุม กสทช. ห้องชั้น 2 หน้าห้องมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กสทช.อีกจำนวนมากยืนรอชี้แจง ผิดกับครั้งที่ผ่านๆมาในช่วงเดือนเศษๆมานี้  แต่ไม่มีกรรมการ กสทช.มาสักคน

ถัดขึ้นไปอีกสิบชั้น ที่ห้องประชุมชั้น 12 มีกรรมการกสทช. 5 คน (+หนึ่งคนเข้าออนไลน์) มาพร้อมสำหรับการประชุมนัดพิเศษตามกฎหมาย แต่ผู้ทำหน้าที่รักษาการเลขาธิการแจ้งผ่านบันทึกว่าติดภารกิจอยู่ในห้องประชุมชั้น 2 อันไร้ซึ่งกรรมการ เพราะทุกคนต่างตระหนักดีว่า ผู้เรียกประชุมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย  กลุ่มนักข่าวที่ตั้งใจขึ้นไปเก็บภาพการประชุมของกรรมการ ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร ฝ่ายพิธีการ และ รปภ. ที่ถูกสั่งให้ช่วยกันขวางไว้ ทั้งที่กรรมการทั้ง 6 คนไม่ขัดข้อง และแจ้งแล้วว่าให้ขึ้นมาได้ รูปที่เห็นผ่านสื่อคือทีมงานของกรรมการบันทึกให้

กรรมการท่านหนึ่งเปิดหน้าจอเพื่อเข้าร่วมประชุมทางออนไลน์  แต่ลิงก์ที่ได้รับกลับพาไปห้องชั้น 2 จะขอลิงก์ใหม่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการประจำของกรรมการที่อยู่ในห้องชั้น 12 จึงต้องสร้างลิงก์กันเอง ฝ่ายเลขาบอกว่า ถ้าจะให้ทำหน้าที่เลขานุการการประชุมให้ กรรมการทั้ง 6 คนต้องลงไปเข้าประชุมและปิดประชุมที่ชั้น 2 ก่อน แต่ไม่มีกรรมการคนไหนลุกจากเก้าอี้  ได้เจ้าหน้าที่ 2 คนเข้ามานั่งบันทึกการประชุมให้แบบฉุกเฉิน

กรรมการทั้ง 6 คนเห็นพ้องให้ กสทช.ศุภัช ศุภชลาศัย เป็นประธานที่ประชุม  ที่ประชุมมีมติรับรองวันและสถานที่ประชุม และวางลำดับความสำคัญของวาระที่จะเร่งนำเข้าพิจารณา โดยดูจากระยะเวลาที่วาระถูกเสนอค้างไว้ ความเร่งด่วนที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลและนโยบายสาธารณะ นัดครั้งต่อไปวันที่ 6 และ 8 ตุลาคม วันที่ 6 ตุลาคมนี้ เก้าอี้เลขานุการการประชุมที่ห้องประชุมชั้น 12 จะยังว่างอยู่หรือไม่ ก็ต้องรอดูกันต่อไป”

การงัดข้อในสำนักงาน กสทช.แรงขึ้นเรื่อย ๆ กรรมการบอยคอต “หมอไห่”สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ไม่ต้องการให้นำประชุม ด้านหมอไห่ก็ยืนยันว่า ตราบใดยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ก็จะทำงานต่อไป รอดูว่า ศึกนี้จะจบอย่างไร.