เมื่อวันที่ 3 ต.ค. จากกรณี ตำรวจไซเบอร์ บุกจับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันชกมวย(ประเภท ข) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่หน้าสนามมวยเวทีอ้อมน้อย ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ได้ออกแถลงการณ์จากชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ระบุว่า “ตามที่ผมได้ถูกศาลอาญาออกหมายจับตามที่คณะพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ 1 ผมยืนยันว่า เงินทั้งหมดมีที่มาที่ไป พิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินสุจริต บช.ชมรมไม่เคยเปิดรับบริจาคตั้งแต่ปี 2565-ปัจจุบัน หรือรับบริจาคทุกกรณี

ผมได้ไปพบพนักงานสอบสวนไซเบอร์ 1 เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามเอกสารที่แนบมาด้วย และคัดค้าน เนื่องจากเป็นการทำคดีซ้ำกับคดีที่กองปราบปราม
เนื่องด้วยมีการเปิดเผยความจริงในคดีน้องแตงโมจนดีเอสไอได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. จึงทำให้ตำรวจจำนวนมากได้รับผลกระทบ
ผมได้มีการเปิดเผยความจริงที่มีพนักงานสอบสวนปลอมหมายจับ ทั้งฉบับของศาลอาญาพระโขนง และศาลแขวงพระนครเหนือ รวม 24 หมายจับ และยังมีการสร้างพยานหลักฐานเท็จในการสร้างผู้กล่าวหาทิพย์กว่า 300 หมายจับ ที่ไปหลอกผู้พิพากษาตามศาลต่างๆ ในนครบาล และเอาคนจีนออกจากห้องขังให้หนีไปชายแดนจนอยู่ในชั้นกรรมาธิการกฎหมาย และกรรมาธิการฟอกเงินกำลังตรวจสอบอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

ผมเปิดโปงขยะพิษ หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ 16 บริษัท ที่กระทบกับขบวนการลักลอบขนขยะพิษฝั่งกลบในภาคตะวันออกและอยู่ระหว่างดำเนินคดี
มีความพยายามออกหมายจับจากผู้มีอำนาจใน สตช. เพื่อเอาผมไปขังในเรือนจำให้ได้
ผมเรียนสื่อมวลชนและศาลที่เคารพ ผมยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุก บช. อย่างตรงไปตรงมา แต่ควรให้ความเป็นธรรมกับผม ที่ยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา





