เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ที่ห้องบริหารจัดการน้ำกรุงเทพมหานคร ชั้น 6 อาคารสำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายเจษฎา จันทรประภา รองปลัดกรุงเทพมหานคร และนายชวลิต จันทรรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAM GROUP ซึ่งเป็นทีมที่ปรึกษาโครงการแก้มลิง ร่วมแถลงถึงโครงการแก้มลิงบึงคู้บอน
นายเจษฎา กล่าวว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์น้ำหลากเข้ากรุงเทพมหานครในปี 2554 โดยมีปริมาณน้ำในพื้นที่นอกคันประมาณ 110 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องหาพื้นที่รองรับน้ำ ต่อมาในปี 2556 นอกจากการพัฒนาระบบระบายน้ำในพื้นที่แล้ว บริษัทที่ปรึกษายังได้เสนอให้มีการจัดทำพื้นที่แก้มลิงประมาณ 6 จุด โดยแนวคิดในขณะนั้นเป็นการใช้พื้นที่เอกชน เนื่องจากเห็นว่าการเวนคืนพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่รับน้ำอาจมีความคุ้มค่ามากกว่า จากนั้นกรุงเทพมหานครได้ดำเนินกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเวนคืนพื้นที่ แต่มีการคัดค้านและปัญหาต่าง ๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้โครงการแก้มลิงแต่ละจุดไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเจ้าของที่ดินไม่มีความยินยอม ต่อมาในปี 2565 เกิดปัญหาน้ำท่วมบริเวณนอกคันเป็นจำนวนมาก สำนักการระบายน้ำจึงกลับมาทบทวนแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเห็นว่านอกจากการทำแก้มลิงแล้ว ยังจำเป็นต้องมีระบบที่ถาวรมากกว่านั้น
จึงมีการออกแบบระบบเพิ่มเติม ทั้งการต่อขยายอุโมงค์หนองบอนและการพัฒนาคลองในพื้นที่ โดยมีการนำแบบจำลองมาประเมินระบบ ซึ่งพบว่าสามารถช่วยแก้ไขปัญหาพื้นที่นอกคันได้
เมื่อถามถึงสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยล่าสุด และการที่ยังไม่มีแก้มลิงว่ามีผลต่อการระบายน้ำหรือไม่ นายเจษฎา กล่าวว่า อุปกรณ์และระบบระบายน้ำทุกส่วนมีความสำคัญ แต่หากพิจารณาถึงงบประมาณและความคุ้มค่าแล้ว แก้มลิงยังมีความคุ้มค่าน้อยกว่าระบบอุโมงค์และระบบคลองส่งน้ำ จึงต้องพิจารณาดำเนินการร่วมกันตามความเหมาะสมและปัจจัยความจำเป็น
ด้านนายชวลิต กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำต้องดำเนินการตามระเบียบและหลักการ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการหรือเจ้าของที่ดินรายใดรายหนึ่ง โดยหากพิจารณาในด้านประสิทธิภาพของการระบายน้ำและการเก็บกักน้ำ แก้มลิงเป็นพื้นที่สำหรับเก็บน้ำ แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องสามารถดึงน้ำเข้าไปเก็บได้ สามารถเก็บน้ำไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง และต้องสามารถระบายน้ำออกได้ด้วย หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 และมีการศึกษารายละเอียดในปี 2556 ได้มีการพิจารณาแนวทางการระบายน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการศึกษาคลองสายหลักที่สามารถใช้บริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ทางตะวันออกเข้าสู่กรุงเทพมหานครได้หลายเส้นทาง หนึ่งในเส้นทางคือคลองถนน ซึ่งสามารถรับน้ำจากคลองสองและพื้นที่ตอนเหนือ ก่อนเชื่อมต่อไปยังคลองลาดพร้าวและคลองประเวศประชากร อีกเส้นทางคือคลองลำหม้อแตก ซึ่งสามารถรับน้ำจากคลองหกวาสายล่างและพื้นที่บริเวณลำลูกกา ก่อนเชื่อมต่อไปยังคลองเปรมประชากร โดยปัจจุบันกรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการก่อสร้างอุโมงค์บริเวณคลองเปรมประชากรเพื่อระบายน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยา

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางรับน้ำผ่านคลองพระยาสุเรนทร์และเชื่อมต่อไปยังคลองแสนแสบ รวมถึงคลองสามวา ซึ่งสามารถรับน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือที่อยู่นอกเขตกรุงเทพมหานครเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร และระบายลงสู่คลองแสนแสบได้
นายชวลิต กล่าวว่า ระบบดังกล่าวจำเป็นต้องมีทั้งทางรับน้ำและทางระบายน้ำออก เพราะเมื่อรับน้ำเข้ามาแล้วจะต้องสามารถระบายออกได้ โดยปัจจุบันคลองแสนแสบมีภาระในการระบายน้ำค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องระบายน้ำต่อไปยังพื้นที่ปลายทาง ขณะที่คลองประเวศก็ต้องระบายน้ำผ่านคลองตันและไปยังพระโขนง ก่อนจะสามารถระบายน้ำออกได้
สำหรับบึงหนองบอน นายชวลิต กล่าวว่า เป็นบึงธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สามารถนำความจุของบึงมาใช้บริหารจัดการน้ำได้ โดยสามารถใช้พื้นที่ในการบริหารจัดการน้ำได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำจากพื้นที่โดยรอบ และสูบน้ำผ่านอุโมงค์ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยปัจจุบันมีเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง ซึ่งในแต่ละวันจะมีการเดินเครื่องตามปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามา บางวันใช้ 3 เครื่อง และบางวันใช้ 4 เครื่อง เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาไม่เท่ากัน
นายชวลิต กล่าวว่า ในอนาคตกรุงเทพมหานครมีแนวคิดที่จะขยายระบบเพื่อรับน้ำจากคลองลาดพร้าวและคลองประเวศเพิ่มเติม โดยใช้บึงหนองบอนซึ่งมีศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยลดระดับน้ำในคลองแสนแสบและคลองประเวศ ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่มีนบุรี บางกะปิ รวมถึงพื้นที่บริเวณลาดกระบัง สามารถระบายน้ำได้เร็วขึ้น
นายเจษฎา กล่าวว่า ในระหว่างที่โครงการขนาดใหญ่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องมีแผนระยะสั้นและระยะกลางเพื่อแก้ไขปัญหาไปก่อน เนื่องจากคลองแสนแสบและคลองประเวศเป็นคลองแนวขวางที่มีระยะทางยาวและเชื่อมต่อกับพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำให้ต้องบริหารจัดการการระบายน้ำทั้งสองด้าน กรุงเทพมหานครจึงมีแนวทางในการบริหารจัดการด้วยการก่อสร้างประตูน้ำ โดยฝ่ายบริหารได้เสนอให้ทำประตูปิดตามแนวด้านใต้ของคลองแสนแสบ เพื่อไม่ให้น้ำจากคลองแสนแสบไหลลงมายังคลองประเวศในกรณีที่ระดับน้ำในคลองแสนแสบสูง และสามารถรวบรวมน้ำตามแนวคลองแสนแสบเข้าสู่สถานีสูบน้ำพระโขนงหรือระบายออกทางคลองสามเสนได้ ส่วนพื้นที่ด้านล่างของคลองประเวศ กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบประตูน้ำ การเร่งผลักดันและระบายน้ำ รวมถึงการเร่งระบายน้ำเข้าสู่อุโมงค์และบึงหนองบอน พร้อมทั้งเตรียมงบประมาณสำหรับการก่อสร้างเขื่อนตามแนวบึงหนองบอน เพื่อช่วยรวบรวมน้ำเข้าสู่บึงได้เร็วขึ้น โดยเป็นแนวทางที่จะช่วยเร่งการระบายน้ำก่อนที่การก่อสร้างอุโมงค์ส่วนต่อขยายจะแล้วเสร็จ
นายเจษฎา กล่าวว่า กรุงเทพมหานครจะใช้ทุกแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ตามศักยภาพของระบบที่มีอยู่ เพื่อเร่งระบายน้ำ แต่แนวทางดังกล่าวเป็นมาตรการระยะสั้นและระยะกลาง ประสิทธิภาพจึงอาจไม่เทียบเท่าอุโมงค์ขนาดใหญ่ แต่จะช่วยให้สามารถระบายน้ำได้เร็วขึ้น
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบสถานการณ์ในปี 2565 ซึ่งมีฝนตกในพื้นที่ลาดกระบังและมีน้ำค้างอยู่ในพื้นที่ กับสถานการณ์ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครสามารถระบายน้ำในพื้นที่ได้เกือบหมดภายในประมาณ 3 วัน เหลือเพียงพื้นที่ห่างไกลบางจุดที่ยังมีปัญหา โดยสะท้อนว่าระบบสามารถระบายน้ำได้เร็วขึ้น แม้พื้นที่ที่อยู่ห่างจากระบบหลักยังต้องใช้เวลาในการระบายน้ำ สำหรับกรณีโครงการแก้มลิงบึงคู้บอนและบึงบางชันที่มีการประเมินแล้วว่าอาจไม่เหมาะสม นายชวลิต กล่าวว่า เดิมทั้งบึงคู้บอนและบึงบางชันถูกพิจารณาให้ใช้เป็นพื้นที่รองรับน้ำฝน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับระบบคลอง แต่เมื่อพิจารณาขนาดพื้นที่และปริมาณน้ำที่สามารถบริหารจัดการได้ พบว่าบึงคู้บอนสามารถใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงได้ประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ส่วนบึงบางชันสามารถใช้ได้ประมาณ 200,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่บึงหนองบอนซึ่งเป็นบึงธรรมชาติขนาดใหญ่สามารถนำปริมาตรมาใช้บริหารจัดการน้ำได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร
นายชวลิต กล่าวว่า การทำแก้มลิงไม่ได้หมายถึงเพียงการมีพื้นที่สำหรับกักเก็บน้ำเท่านั้น แต่จะต้องมีระบบรับน้ำเข้าและระบบระบายน้ำออกที่สามารถควบคุมได้ สำหรับบึงคู้บอน หากจะพัฒนาให้เป็นแก้มลิงจะต้องมีการปรับปรุงคลองอีกหลายส่วน ทั้งคลองที่ใช้รับน้ำเข้าและคลองที่ใช้ระบายน้ำออก รวมถึงต้องมีอาคารประกอบ เช่น คันกั้นน้ำ ประตูน้ำ และสถานีสูบน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในพื้นที่ เมื่อมีฝนตกหนัก ปริมาณน้ำอาจเกินความจุที่สามารถบริหารจัดการได้ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมด้วย ดังนั้นค่าใช้จ่ายของโครงการจึงไม่ได้มีเพียงค่าที่ดิน แต่ยังรวมถึงค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ คันกั้นน้ำ การปรับปรุงคลอง ประตูน้ำ และสถานีสูบน้ำ รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
นายชวลิต กล่าวว่า สำหรับโครงการบึงคู้บอน หากดำเนินการทั้งหมด ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าที่ดิน ค่าปรับปรุงระบบประตูน้ำ การจัดทำประตูน้ำ สถานีสูบน้ำ และการปรับปรุงคลองที่เกี่ยวข้อง เดิมแนวคิดเรื่องการเวนคืนพื้นที่เริ่มศึกษามาตั้งแต่ปี 2556 และเริ่มกระบวนการเวนคืนในช่วงประมาณปี 2560 เป็นต้นมา แต่ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้นตามการพัฒนาของเมือง ทำให้ต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้น โดยราคาที่ดินที่ใช้ในการประเมินในอดีตแตกต่างจากราคาปัจจุบันอย่างมาก
ทั้งนี้ ในการคำนวณเดิมมีการนำราคาประเมินของกรมที่ดินมาใช้เป็นข้อมูลประกอบ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พบว่าราคาดังกล่าวไม่สอดคล้องกับราคาที่ประชาชนยอมรับ จึงต้องพิจารณาราคาตลาด ซึ่งทำให้ต้นทุนแตกต่างจากการประเมินในช่วงแรกอย่างมาก นายชวลิต กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนกับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำแล้ว บึงคู้บอนและบึงบางชันสามารถรองรับน้ำได้ในปริมาณจำกัด ขณะที่บึงหนองบอนซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังสามารถเชื่อมโยงกับระบบคลองและอุโมงค์เพื่อรับน้ำจากพื้นที่อื่นได้ จึงเห็นว่าการใช้ระบบขนาดใหญ่สามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำได้มากกว่า
สำหรับกรณีที่มีประชาชนรวมตัวกันที่ลานคนเมืองและเรียกร้องให้โครงการกลับมาดำเนินการ นายชวลิต กล่าวว่า หากพิจารณาในด้านประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ เห็นว่าแนวทางดังกล่าวไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น แต่หากนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น พื้นที่นันทนาการ การจัดกิจกรรมดนตรีหรือกีฬา ก็อาจเกิดประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าจะต้องพิจารณาจากประโยชน์ที่จะได้รับอีกครั้ง หากพิจารณาเฉพาะด้านการจัดการน้ำ การลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวไม่คุ้มทุนเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น เนื่องจากมีทางเลือกที่สามารถบริหารจัดการน้ำได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเงินลงทุน
นายชวลิต กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาปริมาณฝนในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งมีฝนตกในพื้นที่กรุงเทพมหานครประมาณ 225 มิลลิเมตร หากคิดเป็นปริมาณน้ำโดยประมาณจะอยู่ที่ราว 300 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยพื้นที่กรุงเทพมหานครแบ่งเป็น 3 ส่วน และพื้นที่นอกคันคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่บึงคู้บอนและบึงบางชันรวมกันสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 700,000 ลูกบาศก์เมตร จึงเห็นได้ว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาแตกต่างจากความสามารถในการรองรับน้ำของพื้นที่ดังกล่าวอย่างมาก
นายชวลิต กล่าวว่า สำหรับระบบอุโมงค์ที่กรุงเทพมหานครมีอยู่ โดยเฉพาะอุโมงค์ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ แม้จะยังไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ลาดกระบังทั้งหมด แต่ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่เกิดฝนตกจนถึงวันที่ 3 ต.ค. ในอัตราประมาณ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นระยะเวลาประมาณ 7 วัน ทำให้สามารถระบายน้ำออกได้ในปริมาณมาก
เมื่อถามถึงการเตรียมรองรับฝนที่จะตกในวันที่ 4-5 ต.ค. นี้ นายเจษฎา กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้ประชุมร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและได้รับข้อมูลว่าฝนไม่น่าจะมีความรุนแรงมาก โดยคาดการณ์ปริมาณฝนอาจอยู่ที่ประมาณ 60 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม แบบจำลองสภาพอากาศจะมีความแม่นยำมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ช่วงเวลาที่เกิดฝน จึงขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลและประกาศแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง.



