เมื่อวันที่ 4 ต.ค. นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่สื่อโซเชียลหลายเพจเผยแพร่ภาพนาฬิกาหรูหลายยี่ห้อของ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย โดยนายนรเศรษฐ์ ระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลในเอกสารแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รายละเอียดประกอบรายการทรัพย์สินอื่น หน้า 17 ลำดับที่ 19 ระบุว่ามี Rolex GMT-Master II “Sprite” มูลค่าประมาณ 3,300,000 บาท จำนวน 1 เรือน แต่ไม่ปรากฏรายการนาฬิกา Rolex รุ่นอื่น เช่น Rolex Cosmograph Daytona แต่จากการตรวจสอบข้อมูลการลงพื้นที่หาเสียงและปฏิบัติหน้าที่สส.ของ น.ส.สุชาดา กลับพบข้อสังเกตที่น่าสนใจ ดังนี้ ในช่วงลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้ง ทั้งในวันที่ 20 ม.ค., 31 ม.ค., 4 ก.พ.2569 (ร่วมกับนายไชยชนก ชิดชอบ) และวันที่ 6 ก.พ. 2569 ปรากฏภาพ น.ส.สุชาดา สวมใส่นาฬิกาสายสีดำที่มีลักษณะคล้าย Rolex Cosmograph Daytona (Ref. 126519LN) มูลค่าประมาณ 3,300,000 บาท  

นายนรเศรษฐ์ ระบุอีกว่า เมื่อมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันที่ 15 มี.ค.2569 กรณีเข้ารับตำแหน่งสส. กลับไม่ปรากฏรายการนาฬิกาลักษณะดังกล่าว ทั้งที่เป็นทรัพย์สินมูลค่าสูงเกินกว่า 200,000 บาทตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หากนาฬิกาดังกล่าวเป็นของ น.ส.สุชาดา ผู้ยื่นจริง ย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนหรือขณะเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สิน ข้ออ้างเรื่องการหลงลืมก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เนื่องจากในเอกสารยื่นบัญชีทรัพย์สิน มีการระบุรายละเอียดยิบย่อย แม้กระทั่งสร้อยคอทองคำมูลค่า 30,000 บาท การหลงลืมนาฬิกาหรูมูลค่าสูงถึง 3 ล้านบาทเศษที่สวมใส่ปฏิบัติงานเป็นประจำ จึงเป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง อีกทั้ง น.ส.สุชาดามีประสบการณ์ทางการเมือง เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเคยยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.มาแล้ว ย่อมทราบหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายเป็นอย่างดี

“หากบอกว่านาฬิกาดังกล่าวขายไปแล้วก่อนยื่นบัญชีรายการทรัพย์สิน ผมก็พบข้อมูลอีกว่าเมื่อวันที่ 23-28 ก.ย.2569 ในการเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการ และการลงพื้นที่ต่างๆ ก็ยังปรากฏภาพการสวมใส่นาฬิกาที่มีลักษณะคล้าย Rolex Cosmograph Daytona เรือนดังกล่าวอยู่เช่นเดิม กรณีนี้จึงเกิดคำถามสำคัญทางกฎหมายว่า นาฬิกาดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณไอเดียร์ สุชาดา หรือไม่ หากเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง เหตุใดจึงไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.”นายนรเศรษฐ์ ระบุ

ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก 24Watch

นายนรเศรษฐ์ ระบุอีกว่า ดังนั้น ในวันที่ 5 ต.ค.2569 เวลา 13.30 น. ตนในฐานะประชาชน จะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ากรณีดังกล่าวจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโปร่งใสสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ดีต่อไป

จากนั้น นายนรเศรษฐ์ โพสต์ข้อความอีกว่า คำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ.5/2566 ได้วินิจฉัยวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าหากผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าถือครองทรัพย์สินแทนบุคคลอื่น แม้ไม่อาจถือว่าเป็นทรัพย์สินของตนได้เต็มปาก แต่การถือแทนนั้น ย่อมก่อให้เกิดภาระผูกพันตามกฎหมายเป็นหนี้สินที่ต้องส่งคืนเจ้าของที่แท้จริง เมื่อมีสถานะเป็นหนี้สิน ผู้ยื่นจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องแสดงข้อเท็จจริง ทั้งในฝั่งทรัพย์สินและหนี้สินให้ปรากฏในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินได้อย่างถูกต้องครบถ้วน การละเว้นไม่แจ้ง ย่อมเข้าข่ายปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

“หากนำบรรทัดฐานนี้มาจับกับข้ออ้างยอดฮิตอย่าง ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ ผลทางกฎหมายก็แทบไม่ต่างกันครับ เพราะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 640 การยืมใช้สอยสิ่งของ ย่อมมีสถานะทางสัญญาเป็นการยืมใช้คงรูปซึ่งผู้ยืมมีหน้าที่และภาระผูกพันตามกฎหมาย (หนี้) ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้นคืนแก่ผู้ให้ยืมเมื่อใช้สอยเสร็จสิ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะอ้างว่า ‘ถือครองแทน’ หรือ ‘ยืมเพื่อนมา’ ในทางกฎหมายล้วนสร้างภาระผูกพันที่ต้องส่งคืนด้วยกันทั้งสิ้น หากยึดตามแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกานี้ ข้ออ้างเรื่อง ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากข้อหาการปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปได้เลย ซึ่งผมจะได้แนบคำพิพากษาฉบับดังกล่าวนี้ยื่นต่อป.ป.ช. ต่อไป”นายนรเศรษฐ์ ระบุ