ในช่วงปี 2564 กระแสการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับหลักสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (อีเอสจี) เคยได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดทุนทั่วโลก ก่อนที่ความนิยมจะลดลงจากแรงต้านทางการเมือง ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ การปราบปรามการฟอกเขียว หรือ “กรีนวอชชิง” และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์


อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนกำลังกลับมาอีกครั้ง และแรงผลักดันสำคัญไม่ได้มาจากกระแสด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งกำลังทำให้ภาคธุรกิจต้องกลับมามองเรื่องพลังงาน ความเสี่ยง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างจริงจัง


ความสัมพันธ์ระหว่างเอไอกับความยั่งยืนจึงเปรียบเสมือนลูกตุ้มที่กำลังแกว่งกลับ แต่จะไม่หยุดอยู่ ณ จุดเดิม เพราะความยั่งยืนในยุคเอไอกำลังเปลี่ยนจากประเด็นเชิงคุณค่าหรือพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม ไปสู่เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน การบริหารความเสี่ยง และความมั่นคงทางพลังงาน


การเติบโตของเอไอทำให้ไฟฟ้ากลายเป็นต้นทุนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล การเข้าถึงพลังงานที่มีราคาถูก สะอาด และมีเสถียรภาพ กำลังกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขันด้านเอไอ


ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) คาดการณ์ว่า ความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า แตะราว 945 เทราวัตต์-ชั่วโมง ภายในปี 2573 โดยมีเอไอเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุด ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังขยายตัวจนเข้าใกล้ระดับการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ


ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจึงไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะการลดการปล่อยคาร์บอนอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคง ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศและบริษัท


อีกด้านหนึ่ง เอไอกำลังทำให้การจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนมีต้นทุนต่ำและทำได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อทุกบริษัทสามารถสร้างรายงานได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างจึงไม่ใช่ปริมาณข้อมูล หากเป็นความน่าเชื่อถือของข้อมูลและทิศทางการเปลี่ยนแปลง


นักลงทุนกำลังให้ความสำคัญกับ “เส้นทาง” ของบริษัทมากกว่าตัวเลขการปล่อยคาร์บอน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยพิจารณาว่าบริษัทกำลังทุ่มเงินลงทุนจริงเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือไม่


ในทางกลับกัน เอไอสามารถช่วยตรวจสอบคำกล่าวอ้างเหล่านี้ได้เช่นกัน งานศึกษาหนึ่งใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ตรวจสอบข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเทียบกับคำกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทในยุโรป 214 แห่ง พบว่า มีเพียง 26% ของคำกล่าวอ้างที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน ขณะที่ 7.5% ขัดแย้งกับหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียม


มาตรฐานจึงกำลังเปลี่ยนจาก “การเปิดเผยข้อมูล” ไปสู่ “การลดการปล่อยที่พิสูจน์ได้” และในอนาคต การตัดสินใจด้านการปล่อยคาร์บอนและห่วงโซ่อุปทานอาจต้องมีข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับได้เช่นเดียวกับธุรกรรมทางการเงิน


เอไอยังเพิ่มขีดความสามารถในการประเมินความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ทำให้บริษัทประกัน สถาบันการเงิน และนักลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงในระดับทรัพย์สินแต่ละแห่งได้ละเอียดขึ้น


สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอเองกำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่เผชิญความเสี่ยงทางกายภาพมากขึ้น ศูนย์ข้อมูลต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ มีความต้องการไฟฟ้าและน้ำสูง และบางแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญความเครียดด้านสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว

การวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมชี้ว่า หากไม่มีมาตรการลดและปรับตัวอย่างจริงจัง ต้นทุนประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของศูนย์ข้อมูลอาจเพิ่มขึ้นถึง 3–4 เท่าภายในปี 2593


ท้ายที่สุด ความยั่งยืนกำลังกลับมา แต่ในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม บริษัทที่สามารถพิสูจน์ข้อมูลด้านความยั่งยืนต่อผู้ตรวจสอบ บริษัทประกัน นักลงทุน และระบบเอไอ จะได้เปรียบมากขึ้น ขณะที่องค์กรที่ยังมองความยั่งยืนเป็นเพียงภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ อาจพลาดโอกาสจากการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น


ในยุคที่เอไอเชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับต้นทุนพลังงาน ความเสี่ยงที่ประกันได้ และความน่าเชื่อถือขององค์กร ความยั่งยืนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำดีต่อโลกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES