เมื่อวันที่ 4 ต.ค. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สัปดาห์นี้ รอจับตาดูว่า สว. สีน้ำเงินจะมีการร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในโทษฐานการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมหรือไม่ สืบเนื่องจากการที่นายสิทธิโชติให้สัมภาษณ์และแสดงความเห็นในวงเสวนา เกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมเขาจึงเป็นเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าควรมีการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. มากกว่า 77 คน และรวมถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ ตนเข้าใจว่าประชาชนและ สว.แต่ละคนย่อมมีสิทธิตามกฎหมายในการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.

นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า แต่หากมีการร้องในเรื่องดังกล่าวจริงตามข้อกล่าวหาที่อยู่ในข่าว ตนขอตั้งคำถามและข้อสังเกตต่อมาตรฐานในการดำเนินการของ สว. ผู้ยื่นคำร้อง ดังนี้ 1. หากจะกล่าวหาว่านายสิทธิโชติแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลต่อสื่อสาธารณะในเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา (มาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 16) เราก็ต้องย้ำว่าคดีโกง สว. ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. แต่ได้เสร็จสิ้นการพิจารณาในชั้น กกต. ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผ่านการลงมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา 2. หากจะกล่าวหาว่านายสิทธิโชตินำความลับในการประชุมหรือการพิจารณาวินิจฉัย หรือรายละเอียดในสำนวนมาเปิดเผย (มาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 14) แล้วทางผู้ร้องจะมีการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวนนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ในข้อกล่าวหาดังกล่าวด้วยหรือไม่ ในเมื่อในการแถลงข่าวผลการลงมติของ กกต.เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา นายณรงค์ได้พูดถึงข้อมูลในสำนวนการพิจารณาคดี อาทิ รายละเอียดเกี่ยวกับพยานที่มีการกลับคำให้การ 3 คน เช่นกัน

นายพริษฐ์ ระบุว่า 3. หากจะกล่าวหาว่านายสิทธิโชติไม่เคารพต่อมติของที่ประชุมฝ่ายข้างมาก และเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด (มาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 14) เราต้องย้ำว่าการที่ กกต.เสียงข้างน้อย นำเสนอเหตุผลของตัวเองที่อาจแตกต่างกับกกต.เสียงข้างมาก ไม่เท่ากับการไม่เคารพต่อมติของเสียงข้างมาก ในทางกลับกัน หากจะกล่าวหาใครในข้อกล่าวหานี้ คนที่สุ่มเสี่ยงจะถูกมองว่าไม่เคารพเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัดมากกว่า น่าจะเป็นนายณรงค์ที่แถลงข่าวผลการลงมติเมื่อ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยไม่พูดถึงหรืออธิบายเหตุผลของเสียงข้างน้อยโดยละเอียดเลย

นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า 4.หากกล่าวหาว่านายสิทธิโชติไม่ควรออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะ เราก็ต้องย้ำว่าหน้าที่อย่างหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ คือการให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชน ถูกต้องครบถ้วน และไม่บิดเบือน (มาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 15) ดังนั้น หากจะวิจารณ์ประเด็นนี้ คนที่ควรถูกวิจารณ์ไม่น่าจะใช่นายสิทธิโชติในกรณีนี้ แต่น่าจะเป็นกกต.หลายคนในหลายกรณีก่อนหน้านี้ซึ่งเลือกที่จะไม่สื่อสาร ให้ข้อมูล หรือตอบคำถาม ในประเด็นที่สังคมสงสัย อาทิ ข้อสงสัยหลังการเลือกตั้ง 2569 หรือเลือกที่จะไม่ให้ความร่วมมือในการส่งข้อมูลให้คณะกรรมาธิการของสภา (เช่น ข้อมูลเรื่องอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 ที่ กกต. ยังไม่ส่งให้ กมธ.องค์กรอิสระ หลังผ่านมา 3-4 เดือน)

นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า 5.หากจะกล่าวหาว่านายสิทธิโชติไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบด้วยกฎหมาย (มาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 13) ตนก็ชวนมองมุมกลับว่าหากจะมี กกต.คนไหนที่อยู่ในสถานะที่เสี่ยงจะเข้าข่ายข้อกล่าวหานี้ ก็น่าจะเป็น กกต. 4 คน ที่ถูกรับรองโดย สว.สีน้ำเงินชุดนี้มากกว่า เนื่องจาก กกต. 4 คนดังกล่าวใช้ดุลพินิจในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว.ที่มีส่วนให้ตนได้เป็น กกต. และได้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้แกนนำพรรคภูมิใจไทยหลายคนไม่ถูกสั่งฟ้องไปที่ศาล

“รอดูกันครับว่า สว.สีน้ำเงินจะมีการยื่นเรื่องไปที่ ป.ป.ช. จริงหรือไม่ และจะอธิบายประเด็นดังกล่าวอย่างไร หากมีการยื่นจริง ก็ชวนประชาชนจับตาต่อไป เพื่อเปรียบเทียบมาตรฐานในการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ระหว่างการไต่สวน กกต.สิทธิโชติ กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม (ตามคำร้อง สว. สีน้ำเงิน) กับการไต่สวน กกต. กรณีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ตามคำร้องพรรคประชาชน) ยิ่งในเมื่อ ป.ป.ช. 4 จาก 9 คน ทุกวันนี้ ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว.สีน้ำเงิน และเพิ่งมีผลงานชิ้นโบน้ำเงินในการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ” นายพริษฐ์ ระบุ.