เขย่าขวัญชาวโลกกับสงครามร้อน “รัสเซีย-ยูเครน” ที่กำลังปะทุขึ้น ในลักษณะ “สงครามตัวแทน” ของชาติมหาอำนาจตะวันตก นำไปสู่การเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง หวั่นลุกลามเป็นสงครามอีกระลอก กลายเป็น “วิบากกรรมชาวโลก” ที่ล่าสุดฉุดตลาดหุ้นร่วงระนาว กระดานแดงเถือก ซึ่งต้องจับตาท่าทีของรัฐบาลไทยจะรับมือกับสัญญาณวิกฤติการณ์ในครั้งนี้อย่างไร
ขณะที่สถานการณ์ภายในประเทศยังคงรักษาระดับความร้อนทะลุเพดาน หลังจากที่ประชุมร่วมรัฐสภามีมติรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ… และ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าพรรคการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ… เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซึ่งก็คงจะต้องรอดูการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการว่าท้ายที่สุดแล้วหน้าตาของร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับจะออกมาเป็นอย่างไร โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ… ในประเด็นเรื่องหมายเลขผู้สมัครเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ ควรเป็นเบอร์เดียวกัน หรือแยกเป็นคนละเบอร์ โดยเฉพาะเรื่องหมายเลขผู้สมัครคนละเบอร์ตามร่างของฝ่ายรัฐบาล ที่ถูกตั้งข้อสังเกตุว่าอาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน จนอาจกลายเป็นการสร้างความได้เปรียบ-เสียเปรียบ ในการเลือกตั้งหลังจากนี้หรือไม่?
เรื่องดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็น “บ่วงกรรมอำนาจ” สำหรับ “รัฐบาลบิ๊กตู่” จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นผลพวงนำมาสู่การแก้ไขกฎหมายลูกให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกติกาการเลือกตั้ง ส.ส. กลับไปเป็นแบบ “บัตรสองใบ” อีกครั้ง
ทั้งนี้หากจะเท้าความจุดเริ่มต้นของ “บ่วงกรรมอำนาจ” ตั้งเริ่มตั้งแต่วันที่ “พี่น้อง 3 ป.” ซึ่งนำโดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เข้ามาครองอำนาจการเมือง โดยการฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดกติกาการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบอยู่แต่เดิม และเริ่มร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่กลายมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีการปรับเปลี่ยนการเลือกตั้งไปเป็นแบบจัดสรรปันส่วนผสม โดยมีการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว ที่ถูกหลายฝ่ายมองว่าเป็นการเขียนกติกาเอาเปรียบคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง ด้วยการเขียนกฎหมายแบบ “กติกา-กติกู” ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายตัวเอง จนทำให้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” สามารถกลับเข้ามาครองอำนาจหลังการเลือกตั้งได้สำเร็จ

ซึ่งสวนทางกับคำประกาศของ “บิ๊กตู่” ที่ชูธง “ปฏิรูปการเมือง” นำพาประเทศก้าวพ้น “หลุมดำประชาธิปไตย” แต่จากวันนี้จนถึงวันนี้เป็นเวลา 8 ปีแล้ว ซึ่งผลที่ได้กลับกลายเป็น “ปฏิเละ” ไปในที่สุด เพราะไม่มีอะไรสะท้อนให้เห็นถือการปฏิรูปการเมืองในทิศทางที่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นวันนี้เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า คนที่สร้าง “บ่วงกรรมอำนาจ” ขึ้นมา และนำพาประเทศไทยติดหล่มหลุมดำการเมืองจนถึงปัจจุบัน กลับเป็นฝีมือของ “พี่น้อง 3 ป.” เสียเอง จนสภาพการเมืองในปัจจุบันกลายเป็นว่า “รัฐบาลบิ๊กตู่” กำลังถูก “หลุมดำการเมือง” ที่ตัวเองสร้างขึ้น ดูดกลืนตัวเองในที่สุดเกิดปรากฏการณ์แจกกล้วยเต็มสภา จนทำเอาบรรดาพรรคเล็กพรรคน้อยอิ่มหนีพีมันไปตามๆกัน
ถึงแม้การแก้กฎหมายลูก จะเดินไปตามแนวทางที่ “พี่น้อง 3 ป.” วางเกมไว้ เพื่อเตรียมการสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไป แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น ยังมีอีกหลายด่านในสภาที่จะต้องฝ่าฟันเพื่อไปถึงฝั่งฝัน โดยด่านหินที่น่าจับตามองที่สุดก็หนีไม่พ้น “ศึกซักฟอก” อย่างเต็มรูปแบบ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ภายหลังจากการเปิดสมัยประชุมสภาฯ ครั้งที่ 1/2565 ในวันที่ 22 พ.ค. 2565 ที่จะถึงนี้ ดังนั้นในช่วงเวลาระหว่างนี้อาจจะเกิดปรากฏการณ์ “พลังดูดไดโว่” ทางการเมืองกันอีกระรอกหนึ่ง เพราะสถานการณ์ภายหลังจาก “ผู้กองธรรมนัส” รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมด้วย ส.ส.รวม 20 ชีวิต ถูกขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ ก็ยังมีสัญญาณความพยายามที่จะดูด ส.ส.ที่ออกไปจากพรรคกลับไปกลับมา โดยมีพรรคภูมิใจไทยเข้ามาร่วมแจมในเกมดูดครั้งนี้ ถึงขั้นมั่นใจมี ส.ส. 260 เสียงอยู่ในมือ ที่สามารถนำมาค้ำยันบัลลังก์อำนาจของ “บิ๊กตู่” ต่อไปได้

อย่างไรก็ตามเกมพลังดูดที่เกิดขึ้น ยังถือเป็นเพียง “น้ำจิ้ม” เท่านั้น เมื่อเทียบกับ “มหกรรมพลังดูด” ที่แท้จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเข้าใกล้การอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเฉพาะช่วง “วันสุกดิบ-คืนหมาหอน” ที่จะมีการประมูลเสียงปั่นราคากันแบบมือเติบ เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในสภากันแบบไม่มีใครยอมใคร เพราะทุกฝ่ายต่างรู้ดีว่า สุดท้ายแล้วใครประมูลได้ราคาสูงสุด คนนั้นก็จะถือธงชัยชี้เป็นชี้ตายในสภาเลยก็ว่าได้ ดังนั้นความเป็นไปได้ที่ “บิ๊กตู่” สุ่มเสี่ยงพลาดท่าเสียที “ตายกลางสภา” ก็มีโอกาสสูง
ขณะที่ฟากฝั่งฝ่ายค้านแม้ “พรรคพี่ใหญ่” อย่างพรรคเพื่อไทย จะยังถือได้ว่าเป็นพรรคที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็ยังมีประเด็น “ดราม่า” เป็นระยะๆ ล่าสุดกรณีสอดไส้ประเด็นล่อแหลมในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าพรรคการเมือง (ฉบับที่…) พ.ศ… ที่มีการเสนอให้มีแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดกรณีการยินยอมให้บุคคลภายนอกครอบงำ ควบคุมสั่งการทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระ ที่ถือเป็นความผิดถึงขั้นยุบพรรค

ส่วนพรรคฝ่ายค้านที่ “ออร่าดี-ราศีจับ” ก็คือพรรคก้าวไกล ที่กวาดคะแนนนิยมจากประชาชนได้อย่างล้นหลาม จากการ “โชว์ไม้เด็ด” ในศึกอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ จากยุทธการ “โรยเกลือ” ที่เปิดแผลจากในสภา ประเด็นการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการลี้ภัยของชาวโรฮีนจา และประเด็นการปกปิดข้อมูลของภาครัฐเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จนต่อยอดไปถึงการยื่นฟ้องรัฐมนตรี 4 รายให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ
นอกจากการทำหน้าที่ในสภาแล้ว ยังมีปรากฏการณ์ที่แสดงถึงพลังของ “เยาวรุ่น” เห็นได้จากการระดมทุนประกันตัว 2 แกนนำคณะราษฎร์ ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ระดมเงินได้กว่า 10 ล้านบาท รวมทั้งภาพสะท้อนจากผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 9 (หลักสี่-จตุจักร) ที่ตอกย้ำว่าพรรคก้าวไกลถือเป็น “ม้ามืดทางการเมือง” ที่น่ากลัว
ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นการแสดงให้เห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆเลยว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์ “สึนามิก้าวไกล” ซ้ำรอย “สึนามิอนาคตใหม่” ที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งปี 2562 อย่างแน่นอน

ปิดท้ายกันด้วย “วิบากกรรม” ของคนไทย ที่ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แม้งานนี้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะยังคงยืนกรานว่า “เอาอยู่” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับความรู้สึกของประชาชน จากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งการตรวจยืนยันและตรวจ ATK ที่พุ่งพรวดขึ้นสูงเฉียด 5 หมื่นราย ซึ่งก็กลายเป็นการสร้างความสะพรึงกลัวให้กับคนในสังคมอีกระรอกหนึ่ง เพราะแม้เชื้อโอมิครอนจะมีความรุนแรงน้อยกว่าเดลต้า แต่จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันที่ไต่ระดับเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลไม่น้อย
ทั้งนี้การที่ ครม. มีมติให้ยึดหลักเจ็บป่วยวิกฤติฉุกเฉินกรณีของผู้ป่วยโควิด-19 รักษาฟรีทุกที่ หรือ “ยูเซปโควิด”เช่นเดิม ซึ่งนอกจากจะเป็นการต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยโควิดทั่วประเทสแล้ว ยังเป็นการต่อลมหายใจให้กับรัฐบาลเองด้วย เพราะท่ามกลางสภาวะวิกฤติศรัทธาตกต่ำ จึงต้องอาศัยการบริหารจัดการอารมณ์ของประชาชนให้ดี แต่หากปล่อยให้สถานการณ์ย่ำแย่ คนนอนตายกันข้างถนน เกิดวิกฤติด้านสาธารณสุขที่ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้อีกระรอก “รัฐบาลบิ๊กตู่” ก็คงจะตกที่นั่งลำบาก
ท่ามกลางวิกฤติการณ์ต่างๆ ที่กำลังรุมเร้า บ่วงกรรมอำนาจที่กำลังตามรุกไล่ เป็นสัญญาณเตือนว่าหลังจากนี้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” อาจจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองได้ทุกเมื่อ!.



