อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564

เปิดมุมมองแม่บ้าน กกต. คนใหม่

เสาร์ที่ 17 มีนาคม 2555 เวลา 00.00 น.

ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็ได้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่เป็นที่เรียบร้อย โดยในครั้งนี้ได้ ’คนใน“ เข้ามาทำหน้าที่ ’ทีมข่าวการเมืองเดลินิวส์“ จึงได้สัมภาษณ์ นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต.คนใหม่ ถึงแนวคิดและทิศทางในการทำงาน

อยากทราบแนวทางการทำงานในฐานะเลขาธิการ กกต.คนใหม่

ในส่วนของเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งมีงานเป็นเหมือนแม่บ้าน เป็นผู้ที่จะต้องนำนโยบายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาปรับเปลี่ยนให้เป็นแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมายกับแนวทางปฏิบัติที่ได้มีมติไว้ ซึ่งทุกเรื่องก็เป็นไปตามกฎหมาย กกต.ก็มีบทบาทเรื่องใหญ่ ๆ ก็คือ เรื่องจัดการเลือกตั้ง เรื่องการพัฒนาพรรคการเมือง เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย เรื่องการสืบสวนสอบสวนและเรื่องการบริหารสำนักงาน ทั้ง 5 ด้าน 5 เรื่องจะมีรองเลขาธิการ กกต.ดูแลแต่ละด้านและมี กกต.กำกับอยู่ ในส่วนนี้เลขาธิการ กกต.จะต้องให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของรองเลขาธิการ กกต. และ กกต. อย่างดีไม่ให้มีข้อบกพร่อง ที่ผ่านมาเราตั้ง กกต.มา 14 ปีแล้ว เราก็ยังมีบางสิ่งบางอย่างที่เราจะต้องปรับปรุงแก้ไข อย่างที่ได้เรียนในช่วงของการแสดงวิสัยทัศน์ไปแล้วคือการพัฒนาประสิทธิภาพของสำนักงาน กกต. คำว่าพัฒนาประสิทธิภาพนี้หลักใหญ่ ๆ ก็คือ พัฒนาบุคลากรก่อน เนื่องจาก กกต.เป็นหน่วยงานที่มีบุคคลจากหลายด้าน บางสิ่งบางอย่างเรามองว่าควรจะปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศักยภาพ ในส่วนนี้ผมต้องแยกระหว่างสำนักงาน กกต. กับคณะกรรมการ กกต. สำนักงานทำงานสนับสนุนภารกิจที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นการจัดการเลือกตั้ง ส่วนการบริหารของสำนักงานคือการพัฒนาคนของเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นให้ได้รับการยอมรับจากสาธารณชนว่าเราทำงานด้วยความสุจริต โปร่งใสและเที่ยงธรรม ถามว่าตอนนี้งานหนัก ๆ คืออะไร ก็คือการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มี 3,000 กว่าแห่งทุกระดับ นอกจากนี้เรายังมีโครงการเสริมสร้างวิถีประชาธิปไตย ผ่านการอบรมต่าง ๆ ในทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นนิสิตนักศึกษา คนตาบอด พระภิกษุ เราทำหมดเพราะเราคิดว่าทุกกลุ่มมีความสำคัญ ในส่วนของงานด้านการสืบสวนสอบสวน ก็มีการให้ความรู้กับพนักงานสืบสวนสอบสวนค่อนข้างมาก โดยสิ่งที่จะทำต่อไปคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าถ้าเกิดมีการกระทำการที่ฝ่าฝืนกฎหมายการเลือกตั้ง เขาจะได้รับความเป็นธรรมในฐานะที่เป็น “คนใน” มองว่าการเข้ามาทำหน้าที่จะทำให้งานมีผลความต่อเนื่องหรือไม่

ผมเชื่อว่าอย่างนี้ครับ ผมเป็นชุดแรกที่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีโอกาสเรียนรู้งาน ซึมซับงานโดยเฉพาะผมเป็นผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการการเลือกตั้งคือผู้ที่มีหน้าดูแลมติการประชุมถึง 9 ปีเต็ม ๆ ทำให้ได้ซึมซับแนวคิดของ กกต.ชุดต่าง ๆ ตั้งแต่ชุดแรกจนถึงชุดปัจจุบันว่าท่านมีความคิดที่จะพัฒนาบ้านเมืองอย่างไร และเราเห็นในเรื่องสิ่งต่าง ๆ ของด้านต่าง ๆ อันไหนเป็นจุดเด่นอันไหนเป็นจุดด้อย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นเราสามารถประมวลได้และเมื่อวันหนึ่งที่เรามานั่งเป็นแม่บ้าน สิ่งที่เป็นข้ออ่อนด้อยเราก็พยายามปรับปรุง สิ่งที่ดีเราก็จะพัฒนาต่อ

การเป็น “คนใน” จะทำให้การทำงานเป็นที่ถูกใจของคนข้างนอกหรือไม่

อย่างที่ผมเรียนก็คือเราทำงานตามนโยบายของกรรมการตามกฎหมายอยู่แล้ว เมื่อไหร่เรายึดกฎหมาย ยึดระเบียบมันก็จะเป็นเกราะป้องกันตัวเรา แต่ขณะเดียวกันเลขาธิการ กกต. ก็สามารถที่จะประสานงานกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้ในเรื่องพูดจาคุยกัน แต่ในเรื่องของงานเราต้องมีเส้นแบ่ง ถามว่า ผมมาตรงนี้เป็นอย่างไร ผมไม่กลัวหรอกครับเพราะว่าจุดนี้มันเป็นจุดที่เราสามารถพาพนักงานของเราทำงานให้ถูกต้องได้ ถ้าเกิดหัวของเรา ตัวเราเบี่ยงเบนไปแล้ว แล้วเด็ก ๆ เราเค้าก็ต้องดูแบบ แต่เมื่อไหร่ที่ผู้ใหญ่ทำงานตรงไปตรงมาตามกฎหมายตามข้อเท็จจริง ถึงจะมีกระแสเราก็ไม่รู้สึกอะไร เราทนได้ครับ

มองอย่างไรกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะให้มีการปรับเปลี่ยน กกต.

คือจริง ๆ แล้วกติกาของระบอบประชาธิปไตยคือกฎหมาย เขียนอย่างไรผู้ปฏิบัติก็ทำอย่างนั้นโดยเฉพาะองค์กรอิสระอย่าง กกต. ซึ่งมีหน้าที่ทำงานตามกฎหมาย ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเราก็ต้องยอมรับ แต่เราก็คงเชื่อว่าสาธารณชนก็คงเห็นความสำคัญขององค์กรอิสระหลาย ๆ แห่งโดยเฉพาะ กกต.อยู่บ้าง ถ้ามี กกต.แล้วมันก็เป็นส่วนที่ช่วยให้การเลือกตั้งสะอาดโปร่งใส ผมก็ยังเชื่ออยู่ว่าสาธารณชนก็ยังมีโอกาสช่วยดูแลกกต.ด้วย

มีคนมองว่าการทำงานของ กกต.ชุดปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการทำมติ

คงไม่ใช่หรอกครับ คืออย่างนี้ครับในส่วนกฎหมายเขียนออกแบบในการลงมติใน กกต.ชุดแรกตามกฎหมายประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วย กกต. ปี 41 กำหนดว่าในการลงมติใช้มติเอกฉันท์ในเรื่องใบแดง แต่ปัจจุบันกฎหมายออกแบบให้เป็นเสียงข้างมาก คือเปิดให้ท่านใช้ดุลพินิจได้ ถ้าสมัยก่อนถ้าเป็นเอกฉันท์บางเรื่องนะครับท่านต้องอภิปรายกันถึง 3 วัน 3 คืน เพื่อที่จะคุยกันให้ตกผลึกซึ่งตอนนั้นก็เป็นลักษณะอีกแบบหนึ่ง แต่ปัจจุบันผมก็ว่าการลงมติไม่มีปัญหาหรอกครับ

มติออกมาช้า

คืออย่างนี้ครับ การลงมติชุดแรก เนื่องจากสำนวนยังไม่มากเลขานุการที่ประชุม สามารถเขียนมติได้เลยเพราะเป็นมติเอกฉันท์ จะเป็นเอกฉันท์หรือไม่เอกฉันท์เท่านั้นเอง แต่ขณะเดียวกันชุดปัจจุบันมันเป็นข้อดีคือมันเป็นหลักฐานว่าแต่ละท่านมีความคิดเห็นอย่างไร มันอาจจะช้าไปนิด แต่หลักฐานเหล่านี้เป็นประโยชน์กับสาธารณชนและตัวท่านด้วย คือไม่มีใครมากล่าวอ้างว่าไม่เป็นตรงตามมติ คือทำเป็นหลักฐานมันดีคือในการที่จะเป็นประวัติศาสตร์ต่อไป

คนข้างนอกมองว่าไม่เป็นเอกภาพเหมือน กกต.เสียงแตก

ต้องเรียนว่าแต่ละท่านมีดุลพินิจ นักกฎหมายท่านอาจจะมองสีขาวสีดำไม่เหมือนกันก็ได้คือเราคงต้องยอมรับในระบอบประชาธิปไตยว่าความเห็นแตกต่างกันได้ ถ้าความเห็นทุกอย่างสู่จุดเดียวกันก็อาจจะไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยในทุกเรื่องถ้ามีอะไรมาบังคับ แต่นี่ท่านมีอิสระ ดูข้อเท็จจริง ดูข้อกฎหมายทุกอย่างผมยืนยัน ท่านเป็นอิสระ ท่านมีดุลพินิจของท่านเอง อันนี้มันดีอย่างตรงที่ไม่มีใครไปครอบงำท่านได้.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น