อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561

เหตุที่มีวันนี้

พุธที่ 17 กรกฎาคม 2556 เวลา 00.00 น.

จับสุ่มเสียงของ “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” ผบ.ตร. หลังจากสื่อตั้งคำถาม กรณี ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งหนังสือ ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และประมวลจริยธรรมของข้าราชการตำรวจกับ “พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง” ผบช.น. ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา

เชื่อว่างานนี้หลายคนคงมองออกว่า ประเด็นนี้ถูกเปิดมาจากสาเหตุอะไร อาจเป็นเพราะใครบางคนเกรงว่าเรื่องจะเงียบหาย  ไม่มีความคืบหน้าหรือความเคลื่อนไหว เหมือนกรณีกระบวนการถอดยศ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่หลบหนีคดี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2547

จะว่าไปแล้ว เมื่อเทียบเคียงการแสดงจุดยืนและตัวตนที่แท้จริงของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ หรือ “บิ๊กแจ๊ด” ตามที่สื่อเขาชอบเรียกกัน ในฐานะเจ้าของรหัส น.1 คงต้องชื่นชมในแง่ที่ว่า นายตำรวจท่านนี้ไม่เปลี่ยนสี กลับไปกลับมาตามอำนาจทางการเมือง เหมือนกับข้าราชการหลายคน ยิ่งพอมีข่าวว่ากำลังถูกตรวจสอบ จากกรณีเดินทางไปให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วยประดับยศให้ ก็ยืดอกยอมรับข้อกล่าวหา

พร้อมทั้งระบุว่า “หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าการไปติดยศไม่เหมาะสม ก็พร้อมจะยุติการทำงาน และเกษียณทันที ทุกอย่างจะได้จบ และส่วนตัวผมเองก็สบายใจ หากต้องยุติบทบาทตรงนี้ จะได้ไปทำหน้าที่รักษาคนป่วยได้เต็มเวลา”

ครับ...เรื่องที่ปรากฏออกมาเป็นภาพข่าว พร้อมทั้งวลี “มีวันนี้เพราะพี่ให้” จนกลายเป็นประโยคฮิตอยู่ในแวดวงการเมืองบ้านเรา มาจากสาเหตุเจ้าของรหัส น.1 เปิดห้องทำงานให้สื่อได้เยี่ยมชม และมีนักข่าวบางสำนักไปเห็นภาพอดีตนายกฯ กำลังประดับยศให้ ผบช.น. เลยนำมาเสนอเป็นภาพข่าว จนคนเปิดประเด็นถูกโยกย้ายทันที แต่ในที่สุด ก็ยังกลายมาเป็นประเด็นร้อน ย้อนกลับมามีผลกระทบกับ “บิ๊กแจ๊ด” อีกจนได้

ทั้ง ๆ ที่ใครก็รู้ว่า เวลามีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน หากใครไปตรวจสอบหนังสือเดินทางของผู้รักษา กฎหมายหลายคน ส่วนใหญ่ล้วนมีหลักฐานปรากฏว่า เดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แทบทั้งสิ้น ยิ่งช่วงนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กำลังจัดทำบัญชีโยกย้ายระดับรอง ผบ.ตร. จนถึง ผบช.

อย่าลืมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เคยรับราชการเป็นนายตำรวจมาก่อน ดูแลเพื่อนร่วมรุ่นเพื่อนร่วมอาชีพมาก็มาก รู้ดีว่าถ้าใครยึดคุมสภาพ สตช. ได้แบบเบ็ดเสร็จ ย่อมได้เปรียบฝ่ายตรงข้าม เพราะตำรวจเป็นทั้งผู้รักษากฎหมาย และช่วยดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม

ดังนั้นข้อกฎหมายอะไรหลายเรื่อง ที่ต้องนำมาใช้กับอดีตนายกฯ และเครือข่าย เลยกลายเป็นเศษกระดาษหรือสิ่งไร้ค่า ที่ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐาน เหมือนกับการปฏิบัติกับผู้ต้องหารายอื่น ๆ

และกำลังถูกนำมาเปรียบเทียบกับกรณีของ “เณรคำ” เพราะทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งอีกหลายหน่วยงาน ต่างเดินหน้าไล่ล่าผู้ต้องหารายนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย หวังนำตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย แตกต่างจากกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเดินทางไปไหนมาไหน

จากนี้ไปปมปัญหาของ “บิ๊กแจ๊ด” จะกลายเป็นระเบิดเวลา ที่รอการปลดชนวนจาก “แม่ทัพสีกากี” ซึ่งต้องแสดงจุดยืนให้สังคมเห็นว่า ยึดหลักการและข้อกฎหมาย และอย่าลืมว่าผู้ตรวจการฯ ได้ส่งเรื่องไปให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งหากนิ่งเฉยจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ขึ้นมาทันที

นอกจากนี้ยังมีคำถามตามมา ในส่วนของผู้รักษากฎหมายคนอื่น ๆ ที่เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีปัญหาเหมือนกรณีเช่นเดียวกับ น.1 ด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะรอง ผบ.ตร. บางคนที่หวัง
เติบโตทางลัด ขอแย่งบท “แม่สีกากี” มาจาก ผบ.ตร.คนปัจจุบัน

ทั้งหมดเลยกลายเป็น “ใบเสร็จ” ยืนยันว่า ทำไม พ.ต.ท. ทักษิณ ต้องเข้าไปยึดกุมอำนาจในกองทัพให้ได้ คำตอบคือ ทุกหน่วยงานภาครัฐตกอยู่ภายใต้อาณัติและการชี้นำหมดแล้ว ที่สำคัญคือ ปี 2557 ใครดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะมีอำนาจแต่งตั้ง ผบ. เหล่าทัพได้ทั้งหมด.

เขื่อนขันธ์



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

คำสำคัญ

บอกต่อ : 0