อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

มีโอกาสได้ยินเสียง ‘นกหวีด’ สูง!!!

พุธที่ 12 เมษายน 2560 เวลา 23.00 น.

แม้วันนี้จะไม่มีเหตุการณ์ “ความรุนแรง” เกิดขึ้นจากการต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ วรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนี้จะไม่มี “ความรุนแรง” เกิดขึ้น

เพราะสถานการณ์ “ความขัดแย้ง” หลังจากนี้จะถูกพัฒนายกระดับ และอาจจะไม่ใช่แค่ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเท่านั้นที่ถูก “ต่อต้าน” แต่จะลุกลามออกไป แม้รัฐบาลจะระบุว่า เป็นเจตนาดีแต่หลายต่อหลายเรื่องถูกตั้งคำถามว่า “แฝงเร้น” ทางการเมืองหรือไม่

ระเบิดเวลาทางการเมืองอีก 2 ลูกรออยู่ ลูกหนึ่งคือร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท อีกลูกหนึ่งคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องมาตรา 68 เรื่องที่มาของส.ว.และมาตรา 190

ยังไม่นับการแถลงนโยบายรัฐบาลที่วันนี้ก็ไม่มีใครรู้จะมีการชี้แจงต่อรัฐสภาเมื่อไหร่ หรือญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้านใช้สิทธิ “ตรวจสอบ” การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

ขณะที่ความต้องการทำ “คลอด” พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ดำเนินต่อไป ความต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาหากันเพื่อ “ปฏิรูปการเมือง” ดูจะริบหรี่ลง

เพราะเดินหน้ากันไปได้ไม่กี่วัน ก็เกิดภาวะชะงักงัน เพราะฝ่ายที่ยืนตรงข้ามกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีท่าทีปฏิเสธ 

ในกระบวนการสภาผู้แทนราษฎร เสียงข้างมากของรัฐบาลย่อมชนะพรรคฝ่ายค้านอย่างไม่ต้องสงสัย

สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า หลังจบวาระ 3 แล้วรัฐบาลยังดึงดันเดินต่อก็จะ “ปรึกษา” กับประชาชนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เชื่อว่าเมื่อร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านสภาผู้แทนราษฎร ไปสู่วุฒิสภา “ความขัดแย้ง” แบบที่เกิดขึ้นกับส.ส.จะเกิดขึ้นกับส.ว.แทน

ฝ่ายหนึ่งเป็นส.ว.เลือกตั้ง ขณะที่อีกฝ่ายเป็นส.ว.สรรหา

เป็นที่รู้กันว่าส.ว.ทั้งสองกลุ่ม “ตั้งป้อม” ทางการเมืองกันมานาน

เมื่อถึงวันนั้นโอกาสไหลมารวมกันทางการเมืองจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ฝ่ายหนึ่งคือกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ฝ่ายหนึ่งคือพรรคประชาธิปัตย์ อีกฝ่ายคือกลุ่มส.ว.สรรหา

“เวทีผ่าความจริง” ที่พรรคประชาธิปัตย์ออกแรงเดินมากว่า 1 ปี ในที่สุดก็เป็นภาพการเดินนำหน้าประชาชนของบรรดาแกนนำและส.ส.ของพรรค อาทิ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ชวน หลีกภัย, บัญญัติ บรรทัดฐาน ฯลฯ เมื่อเช้าวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้อีกฝ่ายเห็นว่า การทำการเมืองแบบ “2 ขา” อย่างที่พรรคเพื่อไทยทำ คือ ขาหนึ่งเป็น มวลชน อีกขาหนึ่งเป็นพรรคการเมืองนั้น

พรรคเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำเป็นเหมือนกัน

พรรคเพื่อไทยใช้ความพยายาม “ล้ม” รัฐบาลด้วยวิธีการต่าง ๆ นานามาตั้งแต่ปี 2552 ปีนั้น “ล้อมทำเนียบ” อยู่พักใหญ่แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

จนเกิดข้อสรุปว่าต้องมี “แก้ว 3 ประการ” ที่สุดก็เกิดการชุมนุมในปี 2553 ขึ้น จนกลายเป็น “บาดแผล”ใหญ่อีกครั้งในสังคมไทย

ดังนั้น การนิรโทษกรรมจึงไม่ใช่เรื่องของ “เสียงข้างมาก” แต่ต้องเป็น “ความเห็นพ้อง” ของทุกฝ่ายร่วมกัน          

เดินกันไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ มีสิทธิได้ยินเสียง ’นกหวีด“ แน่นอน.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

คำสำคัญ

บอกต่อ : 0