อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม 2564

กรธ.ผุดเลือกตั้งแบบใหม่ 'คะแนนแพ้' นับรวมบัญชีรายชื่อ

"มีชัย"ถก กรธ. ออกแบบเลือกตั้ง ส.ส.ระบบใหม่ กาเบอร์เดียว ใครชนะได้เป็น ส.ส.เขต ส่วนคะแนนคนแพ้ โยกรวมเป็นบัญชีรายชื่อ หวังให้เสียงปชช.มีค่า ชี้อำนาจตัดสิทธิโกงเลือกตั้ง ควรให้ศาล ส่วนที่มา ส.ว.หนุนสรรหา จันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2558 เวลา 08.38 น.

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม มีการพิจารณาเรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ร่วมสังเกตการณ์เป็นครั้งแรก โดยที่ประชุมได้ให้นายประพันธ์ นัยโกวิท กรธ.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ ได้นำเสนอผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการฯ เกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง ว่า ระบบการเลือกตั้งทั่วโลกพบว่ามีหลายรูปแบบ แต่จะพบระบบการเลือกตั้งที่เป็นหลักอยู่ 3 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบคะแนนนำเสียงข้างมาก คือให้คนที่ได้รับคะแนนมากที่สุดได้เป็น ส.ส. 2.ระบบสัดส่วน โดยเอาคะแนนทุกคะแนนที่ประชาชนลงให้ มาคำนวณหาจำนวน ส.ส. ซึ่งมีผลเสียตรงที่จะทำให้ไม่มี ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง 3.การนำเอาทั้งระบบมาผสมกันคือให้มีการเลือกตั้งทั้งระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อ

ต่อมาที่ประชุม กรธ.ได้ร่วมกันกำหนดหลักการ 4 ประการสำคัญ เพื่อให้เป็นกรอบการพิจารณาเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งในอนาคต ประกอบด้วย 1.ส.ส.ควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง 2.ระบบการเลือกตั้งไม่ควรซับซ้อน ประชาชนเข้าใจง่าย 3.เพื่อเป็นการเคารพประชาชนที่ลงคะแนน จึงพยายามทำให้คะแนนเลือกตั้งที่ประชาชนให้ทุกคะแนนมีความหมาย ไม่ว่าจะลงคะแนนให้ใคร คะแนนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ควรสูญเปล่า 4.เป็นระบบเลือกตั้งที่ส่งเสริมให้ประชาชนสนใจออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นว่าควรเพิ่มอีก 1 ประเด็น คือควรให้เข้ากับบริบทหรือวิถีชีวิตของคนไทย โดยไม่ขัดหลักสากล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมได้กำหนด 4 กรอบ จึงได้มีข้อสรุปเรื่องระบบการเลือกตั้งว่าจะใช้ระบบการเลือกตั้งที่กำหนดให้เอาคะแนนของผู้สมัคร ส.ส.ที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง ไปคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยประชาชนจะลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบ โดยมีการยกตัวอย่างว่า สมมติเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้สมัคร ส.ส.จำนวน 5 พรรค หากพรรค ก.ได้รับคะแนนสูงสุดให้ถือว่าผู้สมัครพรรคนั้นได้เป็น ส.ส.ทันที แต่ให้เอาคะแนนของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครไม่ได้รับเลือกตั้ง จำนวน 4 พรรค ไปคำนวณเพื่อหาจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคต่อไป ขณะที่ คะแนนของพรรคที่ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.เขตแล้ว จะไม่ถูกนำมาคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก

นอกจากนี้ ที่ประชุม กรธ.ยังได้หาแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในทางการเมืองผ่านการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่ง กรธ.เสียงส่วนใหญ่เห็นว่า บุคคลที่จะได้รับการเลือกตั้งให้เป็น ส.ส.จะต้องมีคะแนนมากกว่าคะแนนของผู้ที่มาใช้สิทธิไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือ “โหวตโน” โดยที่บุคคลนั้นจะไม่มีสิทธิกลับมาลงสมัครอีก เนื่องจากการแพ้คะแนนโหวตโน ย่อมหมายความว่าประชาชนได้ปฏิเสธบุคคลดังกล่าวแล้ว

จากนั้น กรธ.ได้พิจารณาไปถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีแนวคิดในเบื้องต้นว่าภายหลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ไปแล้ว กกต.ยังมีอำนาจสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ แต่หากเป็นกรณีของการให้ “ใบแดง”เพื่อตัดสิทธิทางการเมืองฐานทุจริตการเลือกตั้ง จะต้องเป็นหน้าที่ของศาล โดยให้ศาลพิจารณาคดีโดยยึดสำนวนของ กกต.เป็นหลัก

นอกจากนี้ที่ประชุมยังฝากให้คณะอนุกรรมการฯ ไปศึกษาหาความเหมาะสมของจำนวนและสัดส่วน ส.ส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต ขณะเดียวกันก็อยากให้ดูมาตรการตรวจสอบการเลือกตั้งของ กกต.ด้วย โดยที่ประชุม เห็นว่า กกต. ควรมีอำนาจ 3 แนวทางคือ 1. มีอำนาจให้ใบแดง และจัดการเลือกตั้งใหม่ 2.หากพบคดีทุจริตเลือกตั้ง ให้ กกต.ส่งคำร้องไปให้ศาลวินิจฉัย ในทางอาญา 3.หากพบคดีทุจริตเลือกตั้งร้ายแรง ที่จะส่งผลต่อการตัดสิทธิลงเลือกตั้ง ก็ให้ กกต.ส่งคำร้องศาลวินิจฉัย แต่กระบวนการควรต่างจากคดีอาญาทั่วไป โดยควรกำหนดว่า หากผู้ถูกร้องไม่อาจแสดงความสุจริตได้ ก็ต้องถูกลงโทษ

ส่วนเรื่องวุฒิสภา ทั้งที่มาและจำนวน ที่ประชุมขอให้อนุกรรมการฯ โดยให้คำนึงถึงอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะอำนาจในการถอดถอน ส.ว.ก็ควรที่จะต้องยึดโยงกับประชาชน แต่หากให้มีอำนาจโดยรวมทั่วไป ในแง่ตรวจสอบ กลั่นกรองกฎหมาย ก็อาจจะให้มาจากการสรรหาทั้งหมดได้ ทั้งนี้ที่ประชุมส่วนใหญ่ เห็นว่า ส.ว.ไม่ควรมีอำนาจถอดถอน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เคยถอดถอนใครสำเร็จ หากตัดอำนาจนี้ไป ก็จะทำให้ ส.ว.ปลอดกลางเมือง มีความเป็นกลาง สามารถสรรหาคณะกรรมการองค์กรอิสระได้อย่างเที่ยงธรรม ก็จะทำให้ประเทศเรามีองค์กรอิสระที่เป็นกลาง และปลอดการเมืองไปด้วย.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 363