อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 มกราคม 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 18 มกราคม 2562

สปท.ชงขึ้นภาษีน้ำอัดลม-ชาเขียว

ที่ประชุมสปท. เห็นชอบรายงาน "ป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ" ดันรัฐขึ้นภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลสูง หวังคุมประชาชนบริโภคหวานน้อยลง ป้องโรคอ้วน-ความดัน-หัวใจ คาดเพิ่มรายได้เข้ารัฐ 1 หมื่นล้านต่อปี อังคารที่ 26 เมษายน 2559 เวลา 05.37 น.

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท. คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สปท. เรื่อง “การป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอาหารและโภชนาการ ในประเด็นการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ” สาระสำคัญคือ การเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่ม อาทิ น้ำอัดลม  ชาเขียว  กาแฟ  เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ ที่มีปริมาณน้ำตาลเกินมาตรฐานที่กำหนด โดยเสนอให้จัดเก็บภาษี 2 อัตรา ตามความเข้มข้นของน้ำตาลคือ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร จัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20 % ของราคาขายปลีก และปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร จัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 25% ของราคาขายปลีก เพื่อให้ประชาชนลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานลง  ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง  เบาหวาน โรคหัวใจ ที่สร้างภาระให้ประเทศ เสียค่าใช้จ่ายจากโรคเหล่านี้จำนวนมาก เพราะเครื่องดื่มในท้องตลาดเกือบทั้งหมด มีน้ำตาลมากกว่า  6 กรัมต่อมิลลิลิตร อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้เข้าประเทศได้มากกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี  นอกจากนี้ยังเสนอให้กระทรวงมหาดไทยควบคุมการทำการตลาดแบบเสี่ยงโชคของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพื่อควบคุมการกระตุ้นการบริโภคควบคู่ไปด้วย

ขณะที่พญ.พรพันธุ์ บุญยรัตนพรรณ ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาล 100 กรัม/คน/วัน ถือว่าเกินมาตรฐานสุขภาพที่กำหนดให้บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 50 กรัมต่อคนต่อวัน ถือเป็นอันดับ 9 ของโลกที่บริโภคน้ำตาลสูงสุด เป็นการบริโภคมากเกินความจำเป็น  ทั้งนี้ปริมาณเครื่องดื่มสำเร็จรูปต่างๆ ที่วางจำหน่ายมีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยอยู่ที่ 9-19 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ทั้งที่ค่าน้ำตาลเหมาะสมอยู่ที่ 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร จึงควรเพิ่มภาษีในเครื่องดื่มที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่มีความเสี่ยงให้เกิดโรคอ้วน และโรคที่เกี่ยวข้อง  ซึ่งการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐานในอัตรา  20 % เป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโรคได้ศึกษาไว้ว่า มีผลช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลได้ หลายประเทศที่มีการเก็บภาษีดังกล่าวเช่น เม็กซิโก ฮังการี ก็ช่วยลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลได้

จากนั้นสมาชิก สปท.หลายคนได้อภิปรายแสดงความเห็น โดยนายกษิต ภิรมย์ สปท. เห็นว่า ควรใช้วิธีรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐาน แทนการขึ้นภาษีเ พราะเป็นการผลักดันภาระให้ผู้บริโภค ขณะที่นายคุรุจิต นาครทรรพ สปท. กล่าวว่า การขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในลักษณะเช่นเดียวกับบุหรี่ สุรา เชื่อว่าคนไทยคงรับไม่ได้ และข้อมูลที่ระบุว่าทำให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันนั้น ขอถามว่าเป็นผลวิจัยที่มีความครอบคลุมหรือไม่ เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเหล่านี้มีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วย เช่น อาหาร กรรมพันธุ์  ควรมีการวิจัยให้ลงลึกไปกว่านี้ เพราะถึงอย่างไรน้ำตาลยังมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต  ทั้งนี้หลังจากสมาชิก สปท.อภิปรายครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบรายงานดัวกล่าวด้วยคะแนน 153 ต่อ 2 งดออกเสียง 6  โดยให้ส่งรายงานต่อ ครม. เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป.



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 574