อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2560
×
เลือกจัดหน้าของคุณ

7ชุมชนซอยพหลฯโวย คอนโดฯผุดทำเดือดร้อน

“ตัวแทน 7 ชุมชน” ซอยพหลโยธิน รวมตัวสะท้อนปัญหา หลังคอนโด-อาคารสูง ผุดในพื้นที่ โวยกทม.-เขตไม่ควบคุมรัดกุม สร้างผลกระทบ พุธที่ 15 พฤศจิกายน 2560 เวลา 15.15 น.

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ผู้แทนกลุ่มชมรมอนุรักษ์พญาไท และผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างอาคารสูงในพื้นที่ซอยพหลโยธิน 5,7,8,9,10,11 ร่วมหารือก่อนนำเรื่องยื่นร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกรณีปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารสูงที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย และก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคที่ไม่มีคุณภาพ รวมถึงไม่มีการจัดการบริเวณที่ก่อสร้างให้เรียบร้อย ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรและเกิดน้ำท่วมภายในชุมชน



โดยนายภูมิรัศมิ์ เกษมสมบูรณ์ชัย ตัวแทนกลุ่ม กล่าวว่า ทางกลุ่มและผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเคยนำเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายที่ แต่ที่ผ่านมาการตอบรับไม่ค่อยมีผลที่ชัดเจน ในวันนี้จึงมีการรวมตัวกันหารือก่อนยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าไปตรวจสอบ เพราะตอนนี้มีประชาชนกว่า 100 คน ใน 7 ชุมชน ได้รับผลกระทบ ทั้งปัญหาเรื่องการจราจร ซึ่งเมื่อมีอาคารสูงที่เป็นคอนโดมิเนียมเกิดขึ้น ก็จะทำให้มีปริมาณรถเข้าออกมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการจราจรภายในซอย หากเกิดเหตุไฟไหม้ก็จะทำให้รถดับเพลิงเข้าในพื้นที่ได้ยากขึ้น ซึ่งหลายซอยความกว้างของถนนไม่ถึง 10 เมตรตามกฎหมายกำหนด แต่กลับมีการอนุญาตให้สร้างอาคารสูงและคอนโดมิเนียมได้ และยังมีปัญหาเรื่องท่อระบายน้ำ ที่เมื่อมีคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยใหม่เกิดขึ้น ท่อเก่ารับปริมาณน้ำไม่ไหว ก็ทำให้เกิดการเอ่อท่วมเข้าในบ้านในบริเวณโดยรอบ รวมทั้งกรณีบ้านใกล้เคียงพื้นที่ก่อสร้างที่บางครั้งมีเศษวัสดุก่อสร้างตกหล่นลงมาในบ้าน โดยไม่มีเจ้าของโครงการฯหรือผู้รับเหมารับผิดชอบ ทั้งนี้ปัจจุบันในพื้นที่ 7 ชุมชน มีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นแล้ว 20 กว่าแห่ง และมีกำลังจะดำเนินการอีก 5 แห่ง บางกรณีมีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ทั้งที่การหารือระหว่างคนในพื้นที่และเจ้าของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป ดังนั้นตัวแทนทั้ง 7 ชุมชนจึงรวมตัวกันเพื่อนำเรื่องดังกล่าวร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ตรวจสอบ การทำหน้าที่ของ สำนักงานเขต สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร เพราะหากปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารสูงโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในพื้นที่ ก็จะยิ่งทำให้คนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น



ขณะที่นายนรฤทธิ์ โกมลารชุน ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ซอยพหลโยธิน ซอย 5 เปิดเผยว่า การก่อสร้างอาคารสูงและคอนโดมิเนียมในพื้นที่ ทำให้เกิดผลกระทบโดยเฉพาะการจราจรภายในซอยที่ติดขัดมากยิ่งขึ้น รถยนต์เข้าออกลำบากขึ้น เราไม่ได้มาต่อต้านการก่อสร้างอาคารสูง แต่เราแค่อยากให้หน่วยงานราชการ ทั้ง กทม. สำนักงานเขต รัดกุม และจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับคนในพื้นที่



ด้านนางพิชญาภรณ์ สุทธิประเสริฐ ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ซอยพหลโยธิน 11 เปิดเผยว่า ขณะนี้บ้านตนกำลังได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมในที่ดินแปลงติดกัน ซึ่งเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ต้นปี 2560 โดยเริ่มมีรอยร้าวบริเวณตัวบ้าน นอกจากนั้นยังได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างทั้งเสียง และการทำงานเกินเวลา และทำงานในวันหยุดของผู้รับเหมา รวมทั้งภายในบ้านก็มีผู้ป่วยอยู่ และยังมีบ้านอีกหลายหลังในระแวกเดียวกันได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน



ขณะที่ น.ส.ริรินดา พูนพิพัฒน์ ผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างคอนโดมิเนียมในพื้นที่ซอยสายลม เปิดเผยว่า กรณีของตนถือเป็นตัวอย่างที่คนในพื้นที่ 7 ชุมชน ซอยพหลโยธินจะต้องเจอในอนาคต เพราะขณะนี้ตนต้องสร้างบ้านใหม่ หลังจากปี 2557 ที่ดินแปลงติดกับบ้านของตนมีการสร้างคอนโดมิเนียม มีการขุดดินเพื่อทำที่จอดรถใต้อาคาร ทำให้ดินในพื้นที่รอบนอก รวมทั้งที่ดินที่ตั้งบ้านของตนเกิดการเคลื่อนตัวเข้าหาพื้นที่ก่อสร้าง และตัวบ้านทั้งผนัง และคาน เริ่มมีรอยร้าว ซึ่งหลังจากก่อสร้างผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ ก็ทำให้บ้านตนมีรอยร้าวทั้งหลัง อยู่อาศัยไม่ได้ โดยวิศวกรที่เข้ามาตรวจสอบพบว่าเสาเข็มของบ้านเคลื่อนออกจากศูนย์ ถึงจะซ่อมแซมก็จะเกิดความเสียหายขึ้นอีกในอนาคต ตนจึงต้องทุบบ้านทั้งหลังแล้วสร้างใหม่ ทั้งที่บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านของครอบครัวที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2502 และตนผูกพันกับบ้านหลังดังกล่าว และยังมีบ้านอีกหลังในละแวกเดียวกันที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้จากกรณีที่เกิดขึ้น ตนได้นำเรื่องฟ้องต่อศาลปกครอง และศาลแพ่ง เพื่อให้เจ้าของโครงการฯและผู้รับเหมารับผิดชอบค่าเสียหายเป็นเงิน 30 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในชั้นศาลฎีกา ดังนั้นเงินค่าทุบบ้านและสร้างบ้านใหม่ทั้งหมดตนจะต้องนำเงินเก็บส่วนตัวออกมาใช้จ่ายเองทั้งหมด



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบในบริเวณ 7 ชุมชน ในซอยพหลโยธิน พบว่าในพื้นที่มีซอยที่แคบ บางซอยเป็นซอยตัน ซึ่งรถยนต์สัญจรไปมาค่อนข้างลำบาก เพราะจะมีรถจอดในซอยเป็นช่วงๆ ทำให้รถสามารถวิ่งได้เพียงเลนเดียว ขณะเดียวกันยังพบว่าทาง กทม.ได้ลงพื้นที่ปรับปรุงถนนภายในซอย โดยมีการขยายพื้นที่ถนนให้กว้างขึ้น ทำให้บางพื้นที่ภายในซอยเหลือทางเท้ากว้างไม่ถึง 1 เมตร มีการตัดต้นไม้ใหญ่เพื่อขยายขอบทาง ซึ่งบางซอยมีการดำเนินการขยายถนนมาเป็นเวลาเป็นปี แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้ประชาชนในพื้นที่เดินทางลำบาก.



บ่ายวันเดียวกัน ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายนรฤทธิ์ โกมลารชุน ผู้แทนกลุ่มชมรมอนุรักษ์พญาไท และผู้ได้รับผลกระทบกว่า 10 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ใน 7 ชุมชนของพื้นที่พญาไท เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตพญาไท กรณีปล่อยปละละเลยให้มีการก่อสร้างอาคารสูง คอนโดมีเนียม ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย และก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคที่ไม่มีคุณภาพ รวมถึงไม่มีการจัดการบริเวณที่ก่อสร้างให้เรียบร้อย ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรและเกิดน้ำท่วมภายในชุมชน

นายนรฤทธิ์ กล่าวว่า กทม. และเขตพญาไทมีการอนุมัติให้การก่อสร้างอาคารชุด โดยไม่คำนึงถึงกายภาพของพื้นที่ที่มีจำกัด ทำให้เกิดปัญหาในด้านต่าง ๆ ทั้งการจราจรติดขัด น้ำท่วมขัง มลภาวะต่างๆ  ซึ่งทางชุมชนได้เคยร้องเรียนไปยัง กทม.,เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ฝ่ายสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร, สำนักงานเขตพญาไท แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ตรงกันข้ามกลับสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนมากขึ้น เนื่องจากไม่มีการรับฟังความเห็นของชุมชน บางกรณีมีการอนุญาตก่อสร้างตึกสูงทั้งที่ความกว้างของถนนไม่ถึง 10 เมตร ตามที่กฎหมายกำหนดว่าจึงจะสามารถสร้างตึกสูงได้ หรือการอนุญาตก่อสร้างตึกสูงในหลายซอยมีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ตรงความจริง ไม่มีการสอบถามความเห็นของคนในพื้นที่ หรือที่ก่อสร้างแล้วก็ละเลยไม่ควบคุมมลพิษ การจราจรตามซอยต่างๆ ที่ผู้พักอาศัยไม่สามารถเข้าหรือออกจากบ้านพักของตนเองได้สะดวกในชั่วโมงเร่งด่วน รวมทั้งการปล่อยให้มีการจอดรถทั้งสองฝั่งถนนจนรถไม่สามารถขับสวนกันได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหามาจากความอ่อนแอของการควบคุมและการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายให้ถูกต้อง ไม่บิดเบือน

ขณะที่ตัวแทนชุมชนในพื้นที่พญาไทอีกราย กล่าวว่า เราเห็นว่า ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในพื้นที่พญาไท ไม่สามารถที่จะรองรับโครงการก่อสร้างอาคารสูงได้อีกแล้ว เพราะปัจจุบันในพื้นที่พหลโยธินซอย 5-9 มีคอนโดมิเนียมรวมแล้วกว่า 20โครงการ และยังมีอีกกว่า 10 โครงการที่เตรียมขออนุญาต โดยการอนุญาตให้ก่อสร้างของสำนักงานที่ผ่านมาก็เป็นการพิจารณารายโครงการ ไม่ได้ดูรายละเอียดในภาพรวมของพื้นที่ทั้งหมด ว่าเหมาะสมหรือไม่ จะสร้างผลกระทบให้พื้นที่หรือไม่ จึงอยากให้ทางกทม. และสำนักงานเขตพิจารณาว่า พอหรือยังที่อนุญาตให้มีการก่อสร้างโครงการต่างๆ ได้อีก หรือต้องให้คนในชุมชนย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเพื่อแลกกับความเจริญ

ด้านนายรักษเกชา กล่าวว่า หลังจากนี้ทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะพิจารณารายละเอียดของคำร้อง ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง เพราะมีหลายกรณี และหลายปัญหา ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็คงจะมีการแบ่งเป็นหาแต่ละอย่างออกเป็นกลุ่ม ส่วนการตรวจสอบเรื่องการอนุญาตก่อสร้างนั้น ก็จะต้องไปดูรายละเอียดของกฎหมาย ว่าทางสำนักงานเขตอนุญาตโดยอาศัยกฎหมายใด ซึ่งก็จะต้องไปดูเหตุผลในการอนุญาตด้วย ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หรือกรณีที่เป็นไปตามกฎหมายเองก็ตามก็ต้องไปหารือกันว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร แต่หากพบว่ามีการดำเนินการที่ผิดมาตั้งแต่ต้นก็จะต้องว่ากันไปตามกฎหมายต่อไป นอกจากนั้นยังมีกรณีเรื่องข้อกฎหมายบางอย่างที่ทางกลุ่มฯเห็นว่าควรมีการแก้ไขนั้น ผู้ตรวจการก็จะมีการพิจารณาหากเห็นสอดคล้องว่าควรมีการแก้ไข ผู้ตรวจการแผ่นดินก็มีอำนาจเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายได้ อย่างไรก็ตามการดำเนินการเรื่องดังกล่าวคาดว่าจะต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากเป็นปัญหาที่ซับซ้อน และมีหลายกรณีด้วยกัน





คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 13