อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2561

"บิ๊กตู่"ย้ำพศ.สอบทุจริตเงินทอดวัดตามหลักฐาน

"บิ๊กตู่"ย้ำพศ.สอบทุจริตเงินทอดวัดตามหลักฐาน หลังพบเชื่อมโยงพระผู้ใหญ่ เตือนเคลื่อนไหวไม่เกิดประโยชน์  “ป.ป.ช.”ตรวจรับสำนวนคดี 5 พระผู้ใหญ่เอี่ยวเงินทอนวัดแล้ว  อังคารที่ 17 เมษายน 2561 เวลา 15.00 น.

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) กรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ตรวจสอบทุจริตเงินทอนวัด พบมีการเชื่อมโยงถึงพระชั้นผู้ใหญ่ว่า เป็นเรื่องของการทำงานตามหลักฐานต่างๆโดยจะต้องนำข้อมูลส่งต่อไปกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และขอร้องด้วยว่าผู้ที่อาจจะเป็นห่วงควรอยู่ในความสงบเรียบร้อย เพราะการตรวจสอบเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น และพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่คนไทยกว่าร้อยละ 90 นับถือ จึงต้องช่วงกัน ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามหลักฐาน วัตถุพยาน และพยานบุคคล ทั้งนี้ย้ำว่าการเคลื่อนไหวต่างๆนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะเป็นเหมือนการกระทำผิดในคดีอื่นๆเท่านั้น

ด้าน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ส่งสำนวนคดีทุจริตเงินทอนวัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 4 คดี ซึ่งมีพระชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวข้อง 5 รูปนั้นว่า ก่อนหน้านี้ บก.ปปป.ส่งสำนวนทุจริตเงินทอนวัด มายังป.ป.ช.แล้วรวม 34 เรื่อง และได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนไปแล้ว 11 เรื่อง อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงอีก 23 เรื่อง ส่วนเรื่องใหม่นี้ เพิ่งส่งเข้ามา โดยช่วงเช้าของวันนี้ (17 เม.ย.) เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเบื้องต้นดูแล้วพบว่า เป็นเรื่องที่ บก.ปปป. รับเรื่องกรณีที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ และเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.จึงส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.ภายใน 30 วันตามกฎหมายระบุ ซึ่งเข้าใจว่าครบกำหนดแล้วจึงต้องรีบส่งมาพร้อมหลักฐานในเบื้องต้น 

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ได้รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบแล้วว่าเบื้องต้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 3 – 4 วัดดังใน กทม. ซึ่งทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้ และตนในฐานะเลขาธิการ ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้สำนักไต่สวนภาครัฐ 1 (สตร.1)เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ โดยตั้งเป็น คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกของการทำงาน คือ การตรวจรับคำกล่าวหา และถ้าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. จะดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง และถ้าดูพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนดำเนินการมาว่ามีมูล ก็จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนต่อไป อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบเบื้องต้นทางตำรวจยังรวบรวมพยานหลักฐานไม่ได้มากนัก เพราะมีเวลาแค่ 30 วันก่อนที่จะส่งให้ ป.ป.ช. แต่ตนได้ให้นโยบายเจ้าหน้าที่ไปแล้วว่าให้เร่งรัดเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเป็นพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม(มส.) ถือว่าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.ใช่หรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า พระไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามคำนิยามใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับปัจจุบัน แต่ถ้าแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ก็ถือว่าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.ทั้งหมด ส่วนเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจรับเรื่องของ ป.ป.ช. และให้คณะทำงานไปแสวงหาข้อเท็จจริงก่อนว่ามีมูลพอที่จะรับไว้ดำเนินการไต่สวนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เพิ่งมาถึงมือ ป.ป.ช.สดๆ ร้อนๆ.

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    92%
  • ไม่เห็นด้วย
    8%

บอกต่อ : 7