อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2561

บิ๊กแดงไม่รับปากไม่ปฏิวัติ! ถ้าการเมืองเป็นต้นเหตุจลาจล

“บิ๊กแดง” ลั่นปฏิวัติไม่เกิด หากการเมืองไม่เป็นต้นเหตุจลาจล  ขอความเห็นใจอย่ามองทหารลำเอียง รับยึด “บิ๊กตู่” เป็นต้นแบบทำงาน กางปฏิทินเลือกตั้ง แจงผบ.หน่วย แยกแยะภารกิจ ยันทหารช่วยด้วยใจ ไม่หวังคะแนนเสียง พุธที่ 17 ตุลาคม 2561 เวลา 13.13 น.

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) วาระพิเศษว่า การประชุมวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นนโยบายที่สืบสานต่อจากพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ในฐานะอดีตผบ.ทบ. ถือเป็นนายทหารรบพิเศษที่เติบโตมาด้วยฝีมือแท้ๆ ทั้งนี้พล.อ.เฉลิมชัยได้วางรากฐานแนวทางที่แข็งแกร่งและมั่นคงให้กับกองทัพได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อตนมาเป็นผบ.ทบ.ก็สานต่อนโยบาย “smart Soldier” และ “Strong Army” คือ 2 ปีข้างหน้ากองทัพบกจะมีความเข้มแข็งและ แข็งแกร่งไปสู่รูปธรรมให้มากยิ่งขึ้น

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในอนาคตข้างหน้า กองทัพบกจะต้องเผชิญกับสถานการณ์หลายอย่างตามปฏิทินการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ก็จะต้องเตรียมการทำความเข้าใจกับกำลังพล ที่สำคัญที่สุดผู้บังคับหน่วยจะต้องแยกแยะภารกิจให้ออก ในฐานะกองทัพบกและเป็นทหารของชาติทหารและประชาชนมีหน้าที่สนองนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม กองทัพต้องทำงานให้กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งที่กำลังจะมีเกิดขึ้น ตนได้เน้นย้ำในส่วนที่เป็นกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ว่าต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะจากนี้ไปก็ต้องถูกจับตาจับจ้องจากนักการเมือง ซึ่งยอมรับว่าทหารขาดประสบการณ์เรื่องการเมือง เพราะอาชีพทหารอยู่ในกรมกอง โอกาสพบกับประชาชนมีน้อยมาก นอกจากออกไปช่วยเหลือเมื่อประชาชนเดือดร้อน เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์ที่จะไปเผชิญกับโลกภายนอกวิถีทางการเมืองลำบาก ตนจึงให้แนวทางของกองทัพโดยเฉพาะกกล.รส. เนื่องจากเราสวมหมวก 2 ใบ คือในฐานะกองทัพบกและในฐานะที่เป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การเดินต่อไปนี้ต้องระมัดระวัง ไม่ให้การเมืองเข้ามาใช้ประโยชน์ จากการช่วยเหลือประชาชนยืนยันว่ากองทัพช่วยเหลือประชาชน เราไม่ได้หาเสียง

“ทหารไม่มีความจำเป็นต้องหาเสียง เพราะไม่รู้จะหาเสียงไปเพื่ออะไร การช่วยเหลือประชาชนถือเป็นหน้าที่เป็นอาชีพของทหาร นี่คือหน้าที่ของทหารโดยอาชีพ จิตสำนึก และจิตอาสา อยากให้กำลังพลระมัดระวังการฉกฉวยโอกาสที่มองว่าการไปช่วยเหลือประชาชนของทหารนั้นเป็นการหาเสียง ทหารช่วยเหลือประชาชนด้วยอาชีพด้วยใจ ไม่ได้หวังผลไม่ได้ต้องการให้มาเลือก แต่ช่วยเหลือตามแนวทางของรัฐบาล ทั้งนี้ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลใด เราก็ต้องดำเนินการตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้” ผบ.ทบ. กล่าว

เมื่อถามว่าหลายฝ่ายมองว่าทหารสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า เราต้องแยกแยะภารกิจให้ออก นี่คือจุดยืนของกองทัพ ซึ่งจะชี้แจงให้ผู้บังคับหน่วยรับทราบว่าต้องระมัดระวัง จากนี้ไปถูกจับตามองแน่นอน เพราะกองทัพและคสช.ก็คือเนื้อเดียวกัน ขณะนี้รัฐบาลก็คือรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ยืนยันว่าไม่ว่าพรรคการเมืองใดมาเป็นรัฐบาลเราก็ต้องทำ ไม่ต้องห่วง ตนทำงานเกิน100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าใครมาเป็นนายของตนก็ตาม ส่วนการวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์ข้างหน้านั้นเราเป็นทหารอาชีพ และตนผ่านวิกฤตทางการเมืองและการทหารมาทุกยุคทุกสมัย เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตลอดระยะเวลาที่รับราชการมาทั้งจากบิดาคือพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) จนมายืนเป็นผบ.ทบ.ในทุกวันนี้

“เรื่องความเป็นกลางนั้นขึ้นอยู่กับคนมอง บางครั้งเราทำเรามั่นใจว่าสิ่งที่ทำเป็นกลาง แต่มุมมองของคนอื่นมองว่าเราไม่เป็นกลาง ถามว่าจะเอาอะไรมาตัดสินหรือเป็นเครื่องวัดว่ากองทัพอยู่ตรงไหน ขอให้มั่นใจว่ากองทัพเป็นกลางและอยู่เคียงข้างประชาชน” พล.อ.อภิรัชต์ กล่าว

เมื่อถามว่ากองทัพจะถูกจับตามองหลังพล.อ.ประยุทธ์ ประกาศลงเล่นการเมือง จะเว้นระยะห่างอย่างไร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า อยู่ที่มุมมองของคน การที่ตนไปพบกับพล.อ.ประยุทธ์  เพราะพล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้ารัฐบาลในขณะนี้ และการที่ผบ.ทบ.จะไปพบพล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นเรื่องปกติ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองเมื่อขึ้นมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนก็ต้องไปพบ ดังนั้นความเป็นกลางอยู่ที่คนมอง ขออย่าเพิ่งตัดสิน กองทัพบกเป็นมืออาชีพ เป็นทหารอาชีพ ขอความเป็นธรรมด้วย

เมื่อถามว่า อุปสรรคในการทำหน้าที่และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น มีอะไรน่าห่วงหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า อุปสรรคของกองทัพในขณะนี้คิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการที่ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของกองทัพว่ากองทัพออกไปช่วยเหลือประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และการทำความเข้าใจกับกำลังพลในการลงไปปฏิบัติหน้าที่ อย่าลืมในช่วงสมัยรัฐบาลรักษาการเมื่อปี 2552 และ 2553 เกิดวิกฤติการณ์ก่อนการเลือกตั้ง ทหารก็ต้องดำเนินการตามรัฐบาลรักษาการ ปัจจุบันหน่วยได้มีความเข้าใจตรงกันว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นในปฏิทินการเลือกตั้งตามโรดแม็พ ซึ่งตนได้แจกจ่ายรายละเอียดให้กับผบ.หน่วย เพื่อให้หน่วยมีความเข้าใจว่าจากนี้ไป 90 วันจะเกิดอะไรขึ้นอีก  150 วันและการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด หากผู้บังคับหน่วยเข้าใจตรงกันไปในทางเดียวกัน เราก็จะมาดูในแต่ละเรื่องการทำงานกองทัพควรจะดำเนินการอย่างไร

เมื่อถามว่า สถานการณ์ในอนาคตเกิดวิกฤติกองทัพจะปฏิวัติอีกหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อย่าให้เป็นเพียงแต่ภาพที่เกิดขึ้น ขอให้บันทึกอยู่ในสมองและความทรงจำ เช่นเดียวกับคนไทยทุกคนที่เคยเห็นภาพต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย วันนั้นทหารยืนอยู่ตรงไหน เราถูกรัฐบาลสั่งการให้ออกมาควบคุมความสงบเรียบร้อย เราทำด้วยหัวใจ ที่ไม่ได้คิดแบบนักการเมืองว่าเราจะเข้ามาบริหารประเทศ และเชื่อมั่นว่าพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้คิดอย่างนั้นเช่นเดียว แต่ต้องเสียสละ ถามว่าในวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ตัดสินใจทำรัฐประหาร ยอมรับว่าผมมีความคุ้นเคยกับพล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่มีเรื่องส่วนตัว เพราะพล.อ.ประยุทธ์ใช้ตนทำงานมาโดยตลอด แต่เจอในเวลาสั้นๆ เคยนั่งคุยกันไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่ได้เห็นความรัก ความรู้ ความทุ่มเทในการทำงาน ซึ่งเป็นแบบอย่างหนึ่งให้กับตนในการดำเนินงาน

“หวังว่าเหตุการณ์รุนแรงในบ้านเมืองเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นอีก เพราะมีการแก่งแย่งชิงการเมือง การเอาชนะ ไม่รู้จักแพ้ไม่รู้จักชนะ แล้วคนที่แพ้ก็คือประเทศ ยืนยันว่ากองทัพไม่มีวันชนะประชาชน แต่ประชาชนที่ออกมาสร้างความเดือดร้อน ยั่วยุให้จุดไฟเผา มีการประกอบระเบิด นั่นคือท่านแพ้ ท่านเป็นประชาชนที่ทำให้ประเทศแพ้ แทนที่เราจะแข่งขันทางการค้า แล้วต้องใช้เวลากี่ปีฟื้นฟูประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จุดไฟเผาในเมือง เกิดกลียุค ปีเดียวสิ่งปลูกสร้างทำได้ แต่ในทางการค้าไม่ใช่ ความมั่นใจของต่างชาติในการลงทุนต้องใช้เวลานานกว่านั้น แต่วันนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ผมเชื่อว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ สิ่งที่ถามว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่ ผมหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเมืองอย่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอีก ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจล ก็ไม่มีอะไร ประเทศไทยเคยมีปฏิวัติมา 10 กว่าครั้ง แต่ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะช่วงหลังเกิดจากการเมืองทั้งสิ้น ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองดีหรือไม่ดี แต่เชื่อว่านักการเมืองที่ดีก็มี และนักการเมืองที่ไม่ดีก็มี” พล.อ.อภิรัชต์ กล่าว.

 

บอกต่อ : 292