อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 มิถุนายน 2562

พรรคการเมืองหนุนรื้อระบบประกันสุขภาพให้เท่าเทียม

ภาคประชาชนฝันรัฐบาลใหม่รวม 3 กองทุนด้านสุขภาพเป็นกองเดียว-ปรับระบบซื้อยาของประเทศ  หลายพรรคเห็นพ้องหนุนปรับระบบบริหารกองทุน-กระจายอำนาจให้รพ.-ดึงเทคโนโลยีช่วยดูแลประชาชนไม่ต้องเข้าคิวหมอนาน   ศุกร์ที่ 11 มกราคม 2562 เวลา 16.47 น.

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ถนนวิภาวดีรังสิต  มูลนิธิมิตรภาพบำบัด ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดเสวนาหัวข้อ “มองไปข้างหน้า : พรรคการเมืองกับการสร้างหลักประกันสุขภาพเพื่อคนไทยทกคน” เนื่องในโอกาสการจัดงานรำลึก 11 ปี นพ.สงวน นิตยารัมพงศ์ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกงานหลักประกันสุขภาพของไทย 

โดยนายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  ระบบหลักประกันสุขภาพในปัจจุบันมีความไม่เท่าเทียม มีความเหลื่อมล้ำ กฎหมายเอื้อประโยชน์ให้หน่วยบริการ และให้สิทธิแก่ข้าราชการมากกว่าผู้ป่วยที่เป็นคนทั่วไป จึงอยากฝากถึงพรรคการเมืองต่างๆที่จะต้องการเข้ามาบริหารประเทศว่าเราต้องการเห็นการรวม 3 กองทุนในระบบประกันสุขภาพเป็นกองทุนเดียว และทำเป็นระบบสวัสดิการ รวมถึงการซื้อยาควรทำรวมเป็นกองเดียว โดยนำคนดีมีฝีมือในการทำงานด้านระบบหลักประกันสุขภาพมาดำเนินการซื้อยารวมของประเทศ เพราะที่ผ่านมา การแยกซื้อยาในแต่ละระบบมีราคาไม่เท่ากัน แต่ถ้าซื้อรวมเป็นกองเดียวกันได้ จะทำให้มีการต่อราคาได้มากที่สุด อีกทั้งควรนำเงินที่เหลือไปลงที่ระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่ไปลงที่เรื่องอื่น  
เมื่อระบบสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ  แม้รัฐเติมงบประมาณเข้ามาทุกปี ทุกคนเอาตัวเงินเป็นหลัก เหมือนเอาเรื่องการเจ็บป่วยของประชาชนเป็นภาระของประเทศใช่หรือไม่ 



ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า  ความท้าทายในอนาคตของระบบประกันสุขภาพ คือระบบการเงินการคลังยังมีปัญหาจนถึงทุกวันนี้ การจัดสรรงบประมาณไม่ได้เป็นไปตามที่สปสช.คิดว่ามีความจำเป็น ดังนั้นต้องปรับปรุงกติกาการจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุข อีกทั้งต้องปรับให้มาตรฐานการรักษาพยาบาลหรือคุณภาพของยาในทุกระบบมีความเท่าเทียมกัน  ส่วนกรณีประกันสังคม เรามองว่าคนที่อยู่ในระบบนี้คือคนที่เสีย 2 ต่อ คือเสียภาษีเพื่อให้รัฐมีเงินมาดูแลระบบของคนทั้งประเทศอยู่แล้ว และยังเสียเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์อยากนำเสนอว่าควรเปิดโอกาสให้คนในระบบกองทุนประกันสังคมได้ตัดสินใจว่าเขาอยากอยู่ในระบบนี้ต่อหรือไม่ หรือถ้าไม่อยากจะเสียเงินสมทบ ก็สามารถออกมาอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  ส่วนกรณีของข้าราชการ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงสิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ควรจะเริ่มต้นจากกรณีของข้าราชการใหม่ โดยต้องมีการชดเชยสำหรับสิทธิของข้าราชการด้วย  ทั้งนี้ เราอย่ามองแค่ให้มีการรวม 3 กองทุน แต่ต้องปรับปรุงระบบภาษีและการจัดสรรงบประมาณเพื่อหาเงินมาสนับสนุนด้านสาธารณสุขและระบบประกันสุขภาพให้เพียงพอ อีกทั้งต้องควบคุมค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน จำเป็นต้องมีนโยบายที่เชื่อมโยงกับการสร้างเสริมสุขภาพ ต้องไม่ให้รัฐบาลไปสนับสนุนธุรกิจด้านการรักษาพยาบาลและสุขภาพ มิฉะนั้นจะยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำและดึงทรัพยากรออกไปจากบริการของภาครัฐ 

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า  นอกจากนี้ต้องปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ โดยจะเอาฐานข้อมูลรวมของประเทศ รวมถึงเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือมาใช้แก้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องรอคิวนาน ได้รับการจ่ายยาที่เหมาะสม รวมถึงการส่งต่อผู้ป่วยมีความราบรื่น การดูแลในกรณีฉุกเฉินเป็นไปด้วยดี และต้องขยายสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลโดยต้องปรับปรุงการบริหารจัดการ การบริหารเงินควรเป็นอำนาจของโรงพยาบาลมากขึ้น  รวมถึงต้องเชื่อมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่ง 2 ส่วนนี้ต้องทำงานในเชิงรุกไปดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยตามบ้าน รวมถึงดึงคลีนิกเอกชนมาร่วมบริหารจัดการด้านบริการสาธารณสุข 



ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า   หลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับ และทำให้ทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง มีความเท่าเทียมกัน และมีคุณภาพ จึงต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานทั้งหมด และต้องมีการกระจายอำนาจให้โรงพยาบาล ต้องมีการคุ้มครองดูแลการทำงานของบุคลากร การจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ การใช้ฐานข้อมูลรวมและการใช้เทคโนโลยีเข้ามาด้วยจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และประชาชนได้รับประโยชน์ ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ไม่ต้องรอคิวยาวและสามารถเลือกแพทย์มารักษาได้ด้วย อีกทั้งมุ่งเดินหน้าเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับแม่และเด็ก ขณะที่แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเห็นว่าควรเพิ่มเรื่องสุขศาลาและหมอครอบครัวเท่านั้น  



ด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า  พรรคพลังประชารัฐมองว่ามีสิ่งที่ท้าทายและต้องตอบโจทย์ประชาชน เริ่มจากเรื่องการรับสิทธิ เรามีจำนวนบุคลากรผู้ให้บริการเพียงพอหรือไม่ การให้บริการด้านสาธารณสุขต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ปรับเปลี่ยน และยกระดับระบบประกันสุขภาพและให้ได้มาตรฐานจริง รวมถึงต้องขับเคลื่อนการทำให้เกิดสุขภาพดีในทุกช่วงวัย เรากำลังเดินหน้าการจัดระเบียบให้ 3 กองทุนนี้มีเหตุมีผล ให้ทุกกองทุนเหมือนกัน ขยายสิทธิประโยชน์ รวมถึงเราจะสานต่อเรื่องการรักษาปฐมภูมิและหมอครอบครัว เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล รวมถึงใช้เทคโนโลยีและสมาร์ทโฟนในการติดต่อหรือให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยโดยไม่ต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง และต้องมีนโยบายให้บุคลากรด้านสาธารณสุขต้องได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น และส่งเสริมให้โรงพยาบาลมีอิสระในการบริหารงาน 



ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า  ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากมองในทางการเมือง ตนคิดว่าเป็นการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ที่เดินในเส้นทางการเมือง ได้เดินไปข้างหน้าได้อย่างง่าย แม้ว่าปัจจุบันสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่ใช่สิทธิถ้วนหน้าที่แท้จริง ซึ่งพรรคอนาคตใหม่อยากเห็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างแท้จริง โดยสิทธิประโยชน์ของสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการต้องโตในอัตราที่น้อยลง แล้วมาเพิ่มสิทธิในส่วนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และให้มีสิทธิที่เท่าเทียมกัน หากเราทำแบบนี้ได้ก็จะถือว่าเป็นประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้าอย่างแท้จริง โดยอนาคตใหม่มองว่าเราต้องยกระดับด้านบริการทางการแพทย์ ผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1.เพิ่มอัตราจำนวน อสม. และเพิ่มความรู้ยกระดับการทำงานเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสมัยใหม่  2.ยกระดับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)  3.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ ยุติระบบราชการรวมศูนย์  ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้โรงพยาบาลมีอำนาจในการจัดการและบริหารตัวเองได้มากขึ้น 

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ  กล่าวว่า หากจะทำให้ประชานได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน เราจะต้องปรับเปลี่ยนให้กองทุนประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องมียอดเงินมากขึ้น ครอบคลุมการคุ้มครองอย่างรอบด้าน แต่จะให้เหมือนกันเลยทีเดียว คงทำไม่ได้ เพราะอาจจะกระทบต่อหลักการสำคัญของระบบได้  โดยต้องจัดความสัมพันธ์ในการทำงานของ สปสช.กับกระทรวงสาธารณสุข ผ่านการลงนามทีโออาร์โดยที่กระทรวงสาธารณสุขต้องให้อำนาจ และเพิ่มงบประมาณให้กับ สปสช. เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงการบริการที่รวดเร็ว และเสมอภาคกัน.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%