อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 19 เมษายน 2562

"อดีตกรธ."ค้านรัฐบาลแห่งชาติ - ยังไร้เงื่อนไขแม้ไม่ขัด รธน.

"อดีต กรธ."ชี้ "สมศักดิ์"มโนเอง250ส.ว.ดับไฟการเมือง โบ้ย"คสช.-สนช."ชงแก้-ถามพ่วง ชููบัตรใบเดียวเฉียบ เชื่อบัตร2ใบเบี้ยหัวแตกบานกว่านี้ คาด"ศาลรธน."มึนสูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พร้อมค้าน "รัฐบาลแห่งชาติ" ยังไร้เงื่อนไขแม้ไม่ขัด รธน. แจง ม.272 วรรคสอง ใช้ผ่าทางตัน อังคารที่ 16 เมษายน 2562 เวลา 16.48 น.

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ อดีตคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึง กรณีที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ระบุว่าผู้เขียนรัฐธรรมนูญออกแบบ 250 ส.ว.แต่งตั้งช่วยดับไฟการเมือง ว่า เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของนายสมศักดิ์ ประเด็นของ 250 ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งและมีอำนาจลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับส.ส.นั้น กรธ.ไม่ได้เป็นผู้คิด แต่มาจากการที่ คสช.ส่งข้อเสนอแนะมาว่า ในช่วง 5 ปีแรกให้มีส.ว.มาจากการแต่งตั้ง คอยทำหน้าที่กำกับการปฏิรูปช่วงเปลี่ยนผ่าน ประกอบกับ การเสนอคำพ่วงโดยสนช.ที่ว่า ให้ส.ว.มีอำนาจโหวตนายกรัฐมนตรีร่วมกับส.ส. เมื่อผ่านประชามติทางกรธ.จึงนำทั้งข้อเสนอแนะของ คสช.และคำถามพ่วงมาเรียบเรียงไว้ในมาตรา 272 ส่วนที่มาของส.ว.ร่างแรกของกรธ.เขียนให้ส.ว.มีจำนวน 200 คน มาจากการเลือกจาก 20 สาขาวิชาชีพ แต่ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) เสียงข้างมากแปรญัตติแก้ไขให้ ส.ว.มีจำนวน 250 คน มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. 200 คน และอีก 50 คน คัดมาจากการเลือกตามสาขาวิชาชีพที่มีการปรับให้เหลือ 10 กลุ่ม โดยมาจากการสมัครสองแบบคือ สมัครเองอิสระและนิติบุคคลเป็นผู้รับรอง
 
"250 ส.ว.แต่งตั้งที่มีอำนาจโหวตนายกรัฐมนตรีร่วมกับส.ส.จึงไม่ได้มีที่มาจากกรธ.และไม่ได้มีไว้เพื่อดับไฟการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลที่แต่ละฝ่ายมีคะแนนปริ่มน้ำที่ 250 เสียง ซึ่งสาเหตุก็ไม่ได้เกิดจากระบบเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญแต่เกิดจากพฤติกรรมของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป คนกลุ่มใหญ่ที่ผ่านความขัดแย้งมา 10 กว่าปี ก็จะเลือกพรรคการเมืองใหญ่ คนรุ่นใหม่กว่า 8 ล้านเสียง ก็จะเลือกอีกพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องสีเสื้อ ประกอบกับพรรคขนาดกลางในระดับจังหวัด อย่างบุรีรัมย์ ชลบุรี และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้รับความนิยมไปในแต่ละภูมิภาค ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นที่ออกมา จึงพบจำนวนส.ส.จึงขยายไปยังหลายพรรค โดยไม่ได้เกิดจากกติกา ส่วนตัวมองว่า ถ้าเป็นแบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เสียงของส.ส.จะยิ่งกระจายไปหลายพรรคมากกว่านี้อีก ขนาดบัตรเลือกตั้งใบเดียวที่กำหนดให้เลือกเพียงอย่างเดียวเสียงยังปริ่มขนาดนี้ ถ้าบัตร2ใบเชื่อว่าดูไม่จืดแน่นอน" นายชาติชาย กล่าว
 
นายชาติชาย กล่าวว่า เมื่อผลการเลือกตั้งเบื้องต้นออกมาแบบนี้ จึงมีการชิงไหวชิงพริบทางการเมืองกันทันที พรรคเพื่อไทยที่ใช้ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยก็จะตีโพยตีพายไม่ได้ จึงต้องชิงการนำด้วยการคิดสูตรจำนวนส.ส.ก่อน โดยการคำนวณไม่นำพรรคเล็กที่ได้ไม่ถึง 7.1 หมื่นเสียงมาคิด จนทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ลังเล จึงส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ซึ่งสูตรการคิดนี้ศาลอาจไม่รู้ก็ได้ เนื่องจากการคิดเป็นอำนาจหน้าที่ของกกต.โดยตรง ส่วนสูตรการคิดนั้น กรธ.ก็ยืนยันชัดเจนว่า ต้องนำทุกคะแนนเสียงของทุกพรรคไม่ว่าใหญ่หรือเล็กที่ส่งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมาคิดด้วย หากจะยึดแค่ 7.1หมื่นเสียง เป็นหลักถึงได้ 1 ส.ส. แล้วถามว่าตอนคำนวณที่ต้องมีการปัดเศษส.ส.บัญชีรายชื่อ ไปให้พรรคที่ได้คะแนนถึง 7.1 หมื่นอย่างเดียว แต่เศษทศนิยมของพรรคนั้นน้อยกว่าพรรคเล็กจะตอบอย่างไร
 
เมื่อถามถึง ข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาตินั้น นายชาติชาย กล่าวว่า เป็นไปได้ยากมากหรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย เพราะตามหลักการแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลคอยทำหน้าที่นี้อยู่ในสภา แต่รัฐบาลแห่งชาติก็ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาล็อกไว้ว่า ต้องมีผู้นำฝ่ายค้าน เป็นแต่เพียงการกำหนดไว้ว่า พรรคที่มีเสียงข้างมากที่ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลให้มีผู้นำฝ่ายค้าน การที่รัฐบาลแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องมีวิกฤตทางการเมืองที่ร้ายแรงและจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ เช่น ภาวะสงคราม ซึ่งต้องใช้การระดมสมองจากทุกพรรคในสภาแบบนี้เป็นต้นจึงจะเกิดขึ้นได้ แต่ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองตอนนี้ยังไม่มีเหตุและความจำเป็นในการตั้งรัฐบาลแห่งชาติแต่อย่างใด
 
"สำหรับกรณีที่มองว่า บทเฉพาะกาลมาตรา 272 วรรคสอง ที่กำหนดให้ สมาชิกรัฐสภาทั้งส.ส.และส.ว.รวมกัน 2 ใน 3 หรือ 500 คนจาก 750 คน มีมติงดเว้นการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีตามบัญชีของมาตรา 88 คือรัฐบาลแห่งชาตินั้นก็ไม่ใช่ ซึ่งมาตราดังกล่าวเป็นเพียงทางออกหนึ่ง เพื่อไม่ให้การเมืองเกิดทางตันในการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น"นายชาติชาย กล่าว.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 6