อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562

"ตู่"แนะฝ่ายประชาธิปไตยอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

"ตู่”แนะฝ่ายประชาธิปไตยอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่าเพ้อว่าจะได้เป็นรัฐบาลแล้วคบคนไม่เลือกหน้า ซัดไปยกมือให้กับคนที่เราต่อสู้มาตลอด 9 ปี แล้ววันรำลึก 10 ปี สลายชุมนุม 2553 เราจะต่อสู้เรื่องอะไรได้อีก อาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม 2562 เวลา 18.21 น.

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ร้านกาแฟพีซคอฟฟี่แอนด์ไลบรารี่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 5  ได้มีการจัดรายการ "ลมหายใจ พีซทีวี เวทีทัศน์" ซึ่งออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม พีซทีวี โดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมแกนนำ นปช. สลับสับเปลี่ยนกันมาร่วมทุกสัปดาห์ โดยในสัปดาห์นี้ ตรงกับวันที่ 19 พ.ค. จึงมีคนเสื้อแดงเดินทางกันมาร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุม เดือนเม.ย.-พ.ค.2553 กันเป็นจำนวนมาก

โดยนายจตุพร กล่าวว่า 9 ปี 99 ศพ 9ปี เม.ย.- พ.ค.2553 มีเรื่องราวมากมายกับการปราบปรามประชาชนที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีมา เม.ย. -พ.ค. 2553 นั้น 99 ชีวิตและผลพวงหลังจากนั้น เช่นได้รับแก๊สน้ำตาและก็ไปเป็นมะเร็งอีกหลายชีวิตถัดจากนั้น บาดเจ็บ 2,000 ชีวิต สิ้นอิสรภาพมากที่สุด ไม่มีคดีจากการชุมนุมใดที่จะมีคนติดคุกเท่ากับเหตุการณ์นี้ หลายเรื่องตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ที่เราได้พยายามต่อสู้และอธิบายความว่า พวกเราไม่ใช่พวกเผาบ้านเผาเมือง พวกเราไม่ใช่พวกล้มล้างสถาบัน พวกเราไม่ใช่พวกก่อการร้าย ตลอดระยะเวลาของการชุมนุมนั้น เพียงแค่ใช้สิทธิพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือการเรียกร้องให้ยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน เพราะเห็นว่า ที่มาของรัฐบาลมาโดยมิชอบ  สำหรับวันนี้เป็นโอกาสดี ที่ตนขอส่งสัญญาณไปยังหมู่มิตรทั้งหลาย ในซีกของการเป็นนักการเมือง ว่าในสถานการณ์ในปัจจุบันนี้นั้น ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยเรา ไม่รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ท้ายที่สุดแล้วปีหน้า ในงานรำลึก 10 ปี เม.ย. -พ.ค. 2553 เราไม่รู้เราจะพูดเรื่องอะไรกันอีกแล้ว ประวัติศาสตร์จะถูกทำลายอย่างย่อยยับที่สุด วันนี้ถามว่าฝ่ายประชาธิปไตยเราจำเป็นจะต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้นหรือไม่ ตนเองก็เห็นว่าไม่จำเป็น เป็นฝ่ายค้านก็เป็นได้ แล้วรอมาเป็นรัฐบาลในวันที่เราชนะอย่างเต็มรูปแบบ ถ้าเป็นเช่นนั้น จะยิ่งใหญ่มากกว่าการคบคนไม่เลือกหน้าในทางการเมือง

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ตนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเสมอ พรรคการเมืองที่ยังไม่ตัดสินใจ ถ้าเขาจะมาร่วมด้วย เขามาตั้งแต่แรกแล้ว เราไม่ควรรอให้เราอายตัวเอง เราควรยืนหยัดอย่างมีเกียรติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น เสียงระหว่าง 245 -253 นั้น ในสภาผู้แทนราษฎร อยู่ไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเล่นเป็น เพราะในจำนวน 253 คนนี้ 3 คนต้องเป็นประธาน รองประธานสภา เราควรรอโอกาส บ้านเมืองเรา ที่ไม่รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ทำให้เราเสียโอกาส เหตุการณ์ที่เรามาชุมนุมเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เราอยู่จนกระทั่งครบ 9 ปี คนในกระบวนการของเราต้องไปยกมือให้กับคนที่เราต่อสู้กันมา เพื่อเราจะได้เป็นรัฐบาล ตนขอให้คิดดีๆ เพราะครั้งนี้นอกจากคิดเห็นแก่ได้แล้ว มันจะไม่ได้เพราะถึงอย่างไรก็ตามนั้น ไม่มีทางจะเดินไปถึง 376 เสียง เพราะมันถูกล็อคด้วยตัวเลขอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยกแรกเขาชนะอยู่แล้ว การต่อสู้ทางการเมืองต้องไม่หลอกตัวเอง ถ้าหลอกตัวเองเมื่อไรก็แพ้ทันที แม้กระทั่งการคิดแบบเพ้อฝัน เอาอีกฝ่ายหนึ่งมารวมกัน ก็ไม่ถึง 376 อยู่ดีแต่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายก็คือ ความรู้สึกของเราที่ต่อสู้กันมาครบรอบ 10 ปี เม.ย.-พ.ค.เราต้องมากระทืบพวกเดียวกันเองในปีหน้า

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ตนพยายามอธิบายว่าการให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันใน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หัวหน้า คสช. ที่ตลอด 5 ปีนี้ มีมาตรา 44 เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีใครสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ โอกาสของบ้านเมืองจะเสียไปเลย หากพล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจยุติบทบาททางการเมือง ประชาชนจะไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยว่า 5 ปีที่ผ่านมาทำอะไรเอาไว้บ้าง แต่ทันทีที่เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐบาลเรียบร้อย ไม่มีมาตรา 44 อีกต่อไป การตรวจสอบในสภา การอภิปรายในสภา สามารถตรวจสอบได้หมด ท้ายที่สุดมันจะเป็นผลลัพธ์ให้กับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะกินหวานในขณะที่มันเปรี้ยว อย่างไรก็ไม่ได้กินหวาน แต่เราจะสิ้นโอกาสที่จะกินความหวาน คือสัมผัสกับประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง วันนี้สิ่งที่ คนไทยอยากได้รัฐบาลมาแก้ไขปัญหาแต่เมื่อเราเห็นว่าอย่างไรก็ไปไม่ได้ ทำไมเราไม่ใช้สภาผู้แทนราษฎรไปตรวจสอบสิ่งที่ผ่านมาแทน วันนี้ถ้าเราอยู่แบบหลอกตัวเอง เราคิดว่าเราจะเป็นรัฐบาล แต่ส.ว.เขาก็พูดชัด ว่าตั้งเองก็ต้องคุยกันได้ ถ้าเราคิดอะไรไปมากกว่านั้น ว่าเราจะมีส.ว.ที่เป็นกลางมาโหวตให้กับฝ่ายเรา ตนว่า เราไม่ควรกินข้าวกันอีกต่อไป.


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    28%
  • ไม่เห็นด้วย
    72%

บอกต่อ : 27