อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564

จับตาต่อ!แนวทางวินิจฉัยของศาลรธน. 32 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ

ชัดเจน!ศาลรธน.ระบุ 32 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ ไม่ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ เหมือน "ธนาธร"เนื่องจากยังไม่เข้าเงื่อนไข และต้องรอไต่สวนก่อน ด้าน"ปิยบุตร"แนะจับตาแนวทางการวินิจฉัยของศาลรธน. พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562 เวลา 07.00 น.

ลุ้นระทึกกันทีเดียวสำหรับกรณีที่พรรคอนาคตใหม่ ขอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 จำนวน 2 คำร้อง โดยขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ ส.ส. 41 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบ มาตรา 98 (3) หรือไม่ เนื่องจาก ส.ส. จำนวน 41 คน เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลง

โดยเมื่อวานนี้ ( 26  มิ.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) บัญญัติลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ว่า "เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด" มิใช่เพียงมีเจตนาหรือความประสงค์จะทำกิจการดังกล่าวเท่านั้น ถึงแม้การถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีวัตถุที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจพอที่จะใช้เป็นเหตุให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลได้ แต่ก่อนที่จะรับคำร้องไว้พิจารณาต่อไปได้ ยังจำเป็นต้องตรวจสอบวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ผู้ถูกร้องทั้ง 41 คนถือหุ้นอยู่ว่า เป็นวัตถุที่ประสงค์ที่จะประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ หรือไม่ ซึ่งเมื่อตรวจสอบจากเอกสารประกอบคำร้องของผู้ร้องแล้ว ปรากฏว่าหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งออกให้แก่ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทของนายศาสตรา ศรีปาน, นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์,น.ส.ภริม พูลเจริญ ,น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, นายจักรพันธ์ พรนิมิต, นายกรณ์ จาติกวณิช, นายประมวล พงศ์ถาวราเดช และนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โดยมีข้อความระบุรายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ไว้ทำนองเดียวกันว่า "การประกอบกิจการค้ากระดาษ เครื่องเขียน แบบเรียน แบบพิมพ์ หนังสือ อุปกรณ์ การเรียนการสอน อุปกรณ์ถ่ายภาพและภาพยนตร์ เครื่องคำนวณ เครื่องพิมพ์ อุปกรณ์การพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ตู้เก็บเอกสาร และเครื่องใช้สำนักงานทุกชนิด เครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ รวมทั้งอุปกรณ์ และอะไหล่ของสินค้าดังกล่าว" ซึ่งเป็นวัตถุที่ประสงค์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ที่จะเป็นลักษณะเข้าข่าย อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส. ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (2) ประกอบมาตร 98 แต่อย่างใด จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องในส่วนของผู้ถูกร้อง จำนวน 9 คน ไว้พิจารณาวินิจฉัย



สำหรับคำร้องของผู้ร้องในส่วนของผู้ถูกร้องที่เหลือ จำนวน 32 คน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (5) แล้ว ศาลจึงสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งให้ผู้ร้องทราบพร้อมส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องทั้ง 32 คนยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง สำหรับคำขอให้ผู้ถูกร้องทั้ง 32 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 วรรคสอง บัญญัติเงื่อนไขไว้ว่าจะต้อง "ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง" แต่ในคดีนี้ผู้ร้องไม่ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคงมีเอกสารประกอบคำร้องเพียงหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทระบุรายละเอียดวัตถุที่ประสงค์กับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น ไม่ปรากฏแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนบริษัทฯ (แบบ สสช.๑) และแบบนำส่งงบการเงินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการใด กรณีจึงยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจใด ซึ่งศาลจะต้องดำเนินการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงให้ยุติต่อไป เมื่อยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องจำนวน 32 คน มีกรณีตามที่ถูกร้อง ในชั้นนี้ จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 32 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่

ศาลรัฐธรรมนูญยังชี้แจงด้วยว่า ในส่วนของคดีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่นั้น เป็นเพราะเป็นคดีที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพของ นายธนาธร โดยมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกกต.มาก่อนที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเอกสารประกอบคำร้องไว้ชัดเจนว่า มีรายได้จากการขายนิตยสาร และรายได้ จากการให้บริการโฆษณา กรณีนี้จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายธนาธร มีกรณีตามที่ถูกร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจึงได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ชั่วคราว



ด้านนายทศพล เพ็งส้ม หัวหน้าทีมต่อสู้คดี กรณี 27 ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ถูกร้องถือครองหุ้นและเป็นเจ้าของกิจการสื่อ กล่าวว่า จากนี้จะให้ ส.ส. 21 คน ของพรรค พปชร. ทำการรวบรวมเอกสาร โดยเฉพาะในส่วนของงบดุลของบริษัทเพื่อมาพิจารณา เพราะได้เห็นแล้วว่าศาลรับฟังข้อเท็จจริง  ทั้งจากที่รับคำร้อง 21 คน และไม่รับคำร้อง จำนวน 6 คน ของพรรค พปชร. ทำให้เห็นสิ่งที่เราจะต้องดำเนินการต่อไป เพื่อทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ให้ศาลเห็นได้มากที่สุดว่า ในส่วนของ ส.ส.ของพรรค พปชร. ไม่มีการประกอบกิจการตามมาตรา 98 (3) จากนั้นต้องทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเชื่อว่า ส.ส.ทั้ง 21คนของพรรคพปชร.ไม่ได้ถือครองหุ้นสื่อ และคงต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนำคำพิพากษาของศาลฎีกา 2 คดีก่อนหน้านี้ มาเปรียบเทียบว่า คดีดังกล่าวกับคดีของเราเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และขอคัดสำนวนของศาลฎีกาที่ส่งมาศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างว่า ทั้ง 2 คดีไม่เหมือนของทั้ง 21คน ที่ศาลรับคำร้อง อย่างไรก็ดี ต้องกราบขอบคุณศาลที่ให้โอกาส ส.ส.ของพรรค พปชร.และฝ่ายรัฐบาลได้ทำหน้าที่ต่อ ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าได้ให้โอกาสที่ให้เรายื่นหลักฐาน  ส่วนของพปชร.ที่จะยื่นฟ้อง ส.ส. 7 พรรคการเมืองฝ่ายค้านนั้น จะใช้วิธีการเดียวกันคือยื่นผ่านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่จะไม่ยื่นคำร้องขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยจะนำรายชื่อทั้ง 32 คน รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคก่อนไปยื่นต่อประธานสภาฯ คาดว่า จะยื่นอย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าต้นสัปดาห์หน้า



ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า  เราตั้งข้อสังเกตว่าดูเหมือนศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างจากแนวทางของศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งที่พิจารณา แต่เพียงหนังสือบริคณห์สนธิ ดูวัตถุประสงค์เรียงข้อ และมีการตัดสิทธิ์เลือกตั้งไปแล้ว 2 ราย ดังนั้นแนวแบบนี้ตนยังไม่แน่ใจว่าท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินแบบใด แต่จากเอกสารที่ออกมานั้นดูเหมือนศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าไม่ได้ดู แต่เหตุผลในหนังสือบริคณห์สนธิ และความประสงค์จะทำกิจการเท่านั้น แต่ดูว่าประกอบกิจการจริงๆ หรือไม่ สิ่งที่ตนฝากเอาไว้ในท้ายที่สุดแล้วเมื่อมีการวินิจฉัยลงไปในเนื้อถึงคดีศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ ถ้าหากไม่เหมือน แสดงว่า 2 รายที่ถูกศาลพิจารณาตัดสิทธิ์เลือกตั้งไปแล้ว เขาจะกลายเป็น 2 รายเท่านั้นที่ถูกตัดสิทธิ์ ส่วนรายอื่นใช้เกณฑ์อื่น ต้องฝากให้พิจารณาต่อไป

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเอาไว้ 32 ราย โดยไม่สั่งให้ยุติการปฎิบัติหน้าที่ โดยให้เหตุผลว่ากรณี 41 รายที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นไปเป็นการยื่นโดย ส.ส.เข้าชื่อ ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ในขณะที่คดีของนายธนาธร ผ่าน กกต.มา ขอชี้แจงว่ากรณีของนายธนาธรแม้จะผ่าน กกต.และมีการไต่สวนข้อเท็จจริง แต่การไต่สวนข้อเท็จจริงนั้นมีปัญหาเรื่องมาตรฐานและการไม่ให้สิทธิ์แก่ผู้ถูกกล่าวหาอย่างเพียงพอ

“อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีการชี้แจงในกรณีการสั่งให้นายธนาธรยุติการปฏิบัติหน้าที่ต้องมีแบบ สสช.1 แบบงบการเงินประกอบ ถ้าพูดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อมีมติกรณีนายธนาธร เราก็จะได้รู้ว่าท่านใช้มาตรฐานนี้ในการดู เราจะได้เตรียมแบบสสช.1 และงบการเงินไปด้วย ดังนั้นจึงอยากเรียนไปยังท่านอื่นๆ ที่อยากจะยื่นคำร้องในเรื่องนี้ ถ้าร้องโดย ส.ส.จะไม่มีการไต่สวน จึงต้องไปร้องที่ กกต.แล้วให้กกต.ส่ง ซึ่งต้องจับตาดูในส่วนที่มีบุคคลจำนวนมากไปร้องรายชื่อซ้ำๆ กับ 41 รายชื่อนี้ที่ กกต.ว่าจะมีการไต่สวนอย่างไร และใช้ระยะเวลาเท่าใด จะใช้เวลา 57 วันเหมือนกรณีนายธนาธรหรือไม่ นอกจากนั้นหากจะร้องขอให้แนบแบบ สสช. 1 และแบบงบการเงินไปด้วยเพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วางมาตรฐานไว้ให้เราแล้ว อย่างไรก็ตามในกรณี 32 รายเราหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้มาตรฐานเทียบเคียงกับกรณี 2 ส.ส.ที่ถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้ด้วย” นายปิยบุตร กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาลรับคำร้อง32ส.ส.ถือหุ้นสื่อ แต่ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่!...
'พปชร.'จ่อฟ้องกลับ32ส.ส.ฝ่ายค้าน ถือหุ้นสื่อสัปดาห์นี้...
"ปิยบุตร"รอลุ้นมติศาลรธน. ฟันปมหุ้นสื่อพรรครัฐบาล...


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    12%
  • ไม่เห็นด้วย
    88%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 34