อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม 2564

จับตาต่อ!แนวทางวินิจฉัยของศาลรธน. 32 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ

ชัดเจน!ศาลรธน.ระบุ 32 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ ไม่ต้องยุติปฏิบัติหน้าที่ เหมือน "ธนาธร"เนื่องจากยังไม่เข้าเงื่อนไข และต้องรอไต่สวนก่อน ด้าน"ปิยบุตร"แนะจับตาแนวทางการวินิจฉัยของศาลรธน. พฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562 เวลา 07.00 น.

ลุ้นระทึกกันทีเดียวสำหรับกรณีที่พรรคอนาคตใหม่ ขอให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 จำนวน 2 คำร้อง โดยขอให้วินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ ส.ส. 41 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบ มาตรา 98 (3) หรือไม่ เนื่องจาก ส.ส. จำนวน 41 คน เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส. สิ้นสุดลง

โดยเมื่อวานนี้ ( 26  มิ.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) บัญญัติลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไว้ว่า "เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด" มิใช่เพียงมีเจตนาหรือความประสงค์จะทำกิจการดังกล่าวเท่านั้น ถึงแม้การถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีวัตถุที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจพอที่จะใช้เป็นเหตุให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลได้ แต่ก่อนที่จะรับคำร้องไว้พิจารณาต่อไปได้ ยังจำเป็นต้องตรวจสอบวัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ผู้ถูกร้องทั้ง 41 คนถือหุ้นอยู่ว่า เป็นวัตถุที่ประสงค์ที่จะประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ หรือไม่ ซึ่งเมื่อตรวจสอบจากเอกสารประกอบคำร้องของผู้ร้องแล้ว ปรากฏว่าหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งออกให้แก่ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทของนายศาสตรา ศรีปาน, นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์,น.ส.ภริม พูลเจริญ ,น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, นายจักรพันธ์ พรนิมิต, นายกรณ์ จาติกวณิช, นายประมวล พงศ์ถาวราเดช และนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โดยมีข้อความระบุรายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ไว้ทำนองเดียวกันว่า "การประกอบกิจการค้ากระดาษ เครื่องเขียน แบบเรียน แบบพิมพ์ หนังสือ อุปกรณ์ การเรียนการสอน อุปกรณ์ถ่ายภาพและภาพยนตร์ เครื่องคำนวณ เครื่องพิมพ์ อุปกรณ์การพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ ตู้เก็บเอกสาร และเครื่องใช้สำนักงานทุกชนิด เครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ รวมทั้งอุปกรณ์ และอะไหล่ของสินค้าดังกล่าว" ซึ่งเป็นวัตถุที่ประสงค์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ที่จะเป็นลักษณะเข้าข่าย อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส. ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (2) ประกอบมาตร 98 แต่อย่างใด จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องในส่วนของผู้ถูกร้อง จำนวน 9 คน ไว้พิจารณาวินิจฉัย



สำหรับคำร้องของผู้ร้องในส่วนของผู้ถูกร้องที่เหลือ จำนวน 32 คน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (5) แล้ว ศาลจึงสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งให้ผู้ร้องทราบพร้อมส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องทั้ง 32 คนยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง สำหรับคำขอให้ผู้ถูกร้องทั้ง 32 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 วรรคสอง บัญญัติเงื่อนไขไว้ว่าจะต้อง "ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง" แต่ในคดีนี้ผู้ร้องไม่ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคงมีเอกสารประกอบคำร้องเพียงหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทระบุรายละเอียดวัตถุที่ประสงค์กับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเท่านั้น ไม่ปรากฏแบบแสดงรายการเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของห้างหุ้นส่วนบริษัทฯ (แบบ สสช.๑) และแบบนำส่งงบการเงินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทว่ามีรายได้จากการประกอบกิจการใด กรณีจึงยังไม่มีความชัดเจนว่า ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจใด ซึ่งศาลจะต้องดำเนินการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงให้ยุติต่อไป เมื่อยังไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องจำนวน 32 คน มีกรณีตามที่ถูกร้อง ในชั้นนี้ จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 32 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่

ศาลรัฐธรรมนูญยังชี้แจงด้วยว่า ในส่วนของคดีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ที่ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่นั้น เป็นเพราะเป็นคดีที่ กกต.ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยสมาชิกภาพของ นายธนาธร โดยมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกกต.มาก่อนที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเอกสารประกอบคำร้องไว้ชัดเจนว่า มีรายได้จากการขายนิตยสาร และรายได้ จากการให้บริการโฆษณา กรณีนี้จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายธนาธร มีกรณีตามที่ถูกร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจึงได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ชั่วคราว



ด้านนายทศพล เพ็งส้ม หัวหน้าทีมต่อสู้คดี กรณี 27 ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ถูกร้องถือครองหุ้นและเป็นเจ้าของกิจการสื่อ กล่าวว่า จากนี้จะให้ ส.ส. 21 คน ของพรรค พปชร. ทำการรวบรวมเอกสาร โดยเฉพาะในส่วนของงบดุลของบริษัทเพื่อมาพิจารณา เพราะได้เห็นแล้วว่าศาลรับฟังข้อเท็จจริง  ทั้งจากที่รับคำร้อง 21 คน และไม่รับคำร้อง จำนวน 6 คน ของพรรค พปชร. ทำให้เห็นสิ่งที่เราจะต้องดำเนินการต่อไป เพื่อทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ให้ศาลเห็นได้มากที่สุดว่า ในส่วนของ ส.ส.ของพรรค พปชร. ไม่มีการประกอบกิจการตามมาตรา 98 (3) จากนั้นต้องทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเชื่อว่า ส.ส.ทั้ง 21คนของพรรคพปชร.ไม่ได้ถือครองหุ้นสื่อ และคงต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนำคำพิพากษาของศาลฎีกา 2 คดีก่อนหน้านี้ มาเปรียบเทียบว่า คดีดังกล่าวกับคดีของเราเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และขอคัดสำนวนของศาลฎีกาที่ส่งมาศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างว่า ทั้ง 2 คดีไม่เหมือนของทั้ง 21คน ที่ศาลรับคำร้อง อย่างไรก็ดี ต้องกราบขอบคุณศาลที่ให้โอกาส ส.ส.ของพรรค พปชร.และฝ่ายรัฐบาลได้ทำหน้าที่ต่อ ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ถือว่าได้ให้โอกาสที่ให้เรายื่นหลักฐาน  ส่วนของพปชร.ที่จะยื่นฟ้อง ส.ส. 7 พรรคการเมืองฝ่ายค้านนั้น จะใช้วิธีการเดียวกันคือยื่นผ่านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่จะไม่ยื่นคำร้องขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยจะนำรายชื่อทั้ง 32 คน รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคก่อนไปยื่นต่อประธานสภาฯ คาดว่า จะยื่นอย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ หรืออย่างช้าต้นสัปดาห์หน้า



ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า  เราตั้งข้อสังเกตว่าดูเหมือนศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เกณฑ์ในการพิจารณาที่แตกต่างจากแนวทางของศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้งที่พิจารณา แต่เพียงหนังสือบริคณห์สนธิ ดูวัตถุประสงค์เรียงข้อ และมีการตัดสิทธิ์เลือกตั้งไปแล้ว 2 ราย ดังนั้นแนวแบบนี้ตนยังไม่แน่ใจว่าท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินแบบใด แต่จากเอกสารที่ออกมานั้นดูเหมือนศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าไม่ได้ดู แต่เหตุผลในหนังสือบริคณห์สนธิ และความประสงค์จะทำกิจการเท่านั้น แต่ดูว่าประกอบกิจการจริงๆ หรือไม่ สิ่งที่ตนฝากเอาไว้ในท้ายที่สุดแล้วเมื่อมีการวินิจฉัยลงไปในเนื้อถึงคดีศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ ถ้าหากไม่เหมือน แสดงว่า 2 รายที่ถูกศาลพิจารณาตัดสิทธิ์เลือกตั้งไปแล้ว เขาจะกลายเป็น 2 รายเท่านั้นที่ถูกตัดสิทธิ์ ส่วนรายอื่นใช้เกณฑ์อื่น ต้องฝากให้พิจารณาต่อไป

นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเอาไว้ 32 ราย โดยไม่สั่งให้ยุติการปฎิบัติหน้าที่ โดยให้เหตุผลว่ากรณี 41 รายที่พรรคอนาคตใหม่ยื่นไปเป็นการยื่นโดย ส.ส.เข้าชื่อ ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ในขณะที่คดีของนายธนาธร ผ่าน กกต.มา ขอชี้แจงว่ากรณีของนายธนาธรแม้จะผ่าน กกต.และมีการไต่สวนข้อเท็จจริง แต่การไต่สวนข้อเท็จจริงนั้นมีปัญหาเรื่องมาตรฐานและการไม่ให้สิทธิ์แก่ผู้ถูกกล่าวหาอย่างเพียงพอ

“อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีการชี้แจงในกรณีการสั่งให้นายธนาธรยุติการปฏิบัติหน้าที่ต้องมีแบบ สสช.1 แบบงบการเงินประกอบ ถ้าพูดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อมีมติกรณีนายธนาธร เราก็จะได้รู้ว่าท่านใช้มาตรฐานนี้ในการดู เราจะได้เตรียมแบบสสช.1 และงบการเงินไปด้วย ดังนั้นจึงอยากเรียนไปยังท่านอื่นๆ ที่อยากจะยื่นคำร้องในเรื่องนี้ ถ้าร้องโดย ส.ส.จะไม่มีการไต่สวน จึงต้องไปร้องที่ กกต.แล้วให้กกต.ส่ง ซึ่งต้องจับตาดูในส่วนที่มีบุคคลจำนวนมากไปร้องรายชื่อซ้ำๆ กับ 41 รายชื่อนี้ที่ กกต.ว่าจะมีการไต่สวนอย่างไร และใช้ระยะเวลาเท่าใด จะใช้เวลา 57 วันเหมือนกรณีนายธนาธรหรือไม่ นอกจากนั้นหากจะร้องขอให้แนบแบบ สสช. 1 และแบบงบการเงินไปด้วยเพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วางมาตรฐานไว้ให้เราแล้ว อย่างไรก็ตามในกรณี 32 รายเราหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้มาตรฐานเทียบเคียงกับกรณี 2 ส.ส.ที่ถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้ด้วย” นายปิยบุตร กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาลรับคำร้อง32ส.ส.ถือหุ้นสื่อ แต่ไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่!...
'พปชร.'จ่อฟ้องกลับ32ส.ส.ฝ่ายค้าน ถือหุ้นสื่อสัปดาห์นี้...
"ปิยบุตร"รอลุ้นมติศาลรธน. ฟันปมหุ้นสื่อพรรครัฐบาล...


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    12%
  • ไม่เห็นด้วย
    88%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 34