อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563

จะขึ้นก็ขึ้น!ขออย่าปั่นกระแสค่าจ้าง ทำค่าครองชีพพุ่งรอ

ผู้นำแรงงาน หนุนเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ชู 360 บาทเท่ากันทั้งประเทศ ชี้ คุ้มกว่า 400 บาท แต่ได้แค่บางจังหวัด จ่อพบรมต.ใหม่ ปลายก.ค.นี้ จันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.00 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวถึงกรณีมีรายงานข่าวว่ารัฐบาลเตรียมเดินหน้านโยบายขึ้นค่าจ้าง 400 บาทต่อวัน ว่า ตามหลักการแล้วการเพิ่มค่าจ้างก็เป็นผลดีกับผู้ใช้แรงงาน ที่ปัจจุบันได้รับค่าจ้างไม่ถึง 400 บาทต่อวัน แต่ถามว่าปรับแล้ว จะปรับอย่างไร เพราะปัจจุบันอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 330 บาท เป็น 400 บาท ถือว่าเยอะ ดังนั้นจะมีการจัดการกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไร ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้ง มีการหารือกันของคณะกรรมการค่าจ้าง มีการเตรียมขึ้นค่าจ้าง แต่ก็ไม่ได้ขึ้น แล้วรัฐบาลมาหาเสียงว่าจะขึ้น ปัญหาของการออกมาพูด 2 รอบแต่ยังไม่มีการปรับค่าจ้างได้จริงๆ ทำให้บรรดาพ่อค้า แม่ค้าฉกฉวยโอกาสในการขึ้นราคาสินค้าไปแล้ว ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกรทะทบจริงๆ ค่าสิ่งของเครื่องใช้ ค่ารถเมล ทุกอย่างขึ้นไปหมดแล้ว

นายชาลี กล่าวต่อว่า ดังนั้นครั้งนี้หากจะทำก็ไม่ต้องพูด ไม่ต้องตีกระแส และสิ่งสำคัญมี 2 เรื่องที่รัฐต้องทำให้ได้คือ 1. ควบคุมราคาสินค้าให้เป็นธรรม เพราะถ้าคุมไม่ได้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมาก็ไม่มีประโยชน์ พี่น้องแรงงานก็ไม่ได้อะไร 2. ต้องบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตามนโยบายได้อย่างแท้จริง ทุกราย เพราะเรามีประสบการณ์มาเยอะตอนที่ขึ้นค่าแรง300 บาท นั้นมีนายจ้างส่วนหนึ่งยกเหตุผลมาว่าคงให้ค่าจ้าง 300 บาทไม่ได้ ให้ได้เท่านี้ๆ ถ้าเอาก็เอา ถ้าไม่เอาก็ไม่จ้าง หรืออย่างไรกรณีที่ระบุว่าคนจบปริญญาตรี ได้เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท เอาเข้าจริงๆ นายจ้างก็ไม่จ้างคนจบปริญญาตรี แล้วไปจ้างคนที่จบ ปวช., ปวส. แทน ปริญญาตรีก็ไม่มีงานทำ ดังนั้นในส่วนนี้ภาครัฐต้องดูแลบังคับให้ทำให้ได้จริงๆ

รองประธาน คสรท. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงขึ้นค่าจ้างเป็น 400 บาทต่อวันตนก็เห็นด้วย แต่ทางที่ดีตนอยากเห็นรัฐบาลแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ เป็นงูกินหาง ซึ่งที่ผ่านมาตนและเครือข่ายเสนอว่าให้ปรับค่าจ้างเป็นวันละ 360 บาท เท่ากันทั้งประเทศ แบบนี้คนทั้งประเทศมีเงินในกระเป๋าเท่ากัน กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย นี้ถือว่าคุ้ม กว่าการปรับ 400 บาท ที่ได้รับจริงๆ เพียง 3-4 จังหวัดเท่านั้น แล้วที่บอกว่าปรับเท่ากันทั้งประเทศไม่ได้เพราะแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดมีค่าครองชีพแตกต่างกันนั้น เรียนว่าไม่จริง หากเป็นอดีตก็คงจริงที่คนสามารถเก็บผัก เก็บหญ้ากินได้ แต่วันนี้สังคมเปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างต้องซื้อหมด ร้านสะดวกซื้อมีทุกพื้นที่ และขายในราคาเท่ากัน ตามตลาดสดต่างๆ ก็ขายราคาเท่ากัน

“ที่บอกขึ้นค่าจ้างเป็น 400 บาท แล้วบอกว่าให้แรงงานเพิ่มพูนทักษะก่อน ตรงนี้ก็ไม่ใช่แล้ว เพราะลำพังแรงงานมีฝีมือใน ปัจจุบันค่าจ้างที่ได้รับก็มากกว่า 400 บาทแล้ว แล้วแต่อยู่สายไหน เช่น ยานตร์ต่ำๆ ก็ 500-600 บาท ไฟฟ้า 400-500 บาทขึ้นไป ผมมองว่าทางที่ดีคือรัฐควรเปลี่ยนโครงสร้าง เปลี่ยนนโยบายเป็นเดินหน้าทำอัตราค่าจ้างแรกเข้า และพิจารณาปรับขึ้นในแต่ละปี โดยพิจารณาจากเงินเฟ้อ ประเมินการทำงานของแรงงาน ใครทำดีก็ได้เพิ่ม หากเป็นเช่นนี้จะทำให้เราไม่ต้องมาพูดกันเรื่องค่าาจ้างขั้นต่ำทุกๆ แถมในส่วนของแรงานยังต้องมีการพัฒนาตัวเอง เกิดการแข่งขันกันทำงานเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แบบนี้เป็นประโยชน์ทุกฝ่าย” นายชาลี กล่าว และว่า ขณะนี้กำลังทำหนังสือส่งไปกระทรวงแรงงานเพื่อขอเข้าพบรมว.แรงงาน คนใหม่ พร้มทีมผู้บริหาร เพื่อขอทราบนโบาย และติดตามนโยบายเดิมๆ ว่า เป็นอย่างไร ทั้งนี้คาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายเดือนก.ค.นี้

เมื่อถามว่าไม่ว่าจะเป็นการปรับ 400 บาท ตามนโยบายรัฐบาล หรือ 360 บาทเท่ากันทั้งประเทศ ก็เป็นการเพิ่มในอัตราที่ค่อนข้างสูง อาจจะกระทบกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย นายชาลี กล่าวว่า มันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่อยู่แล้ว เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องออกมาตรการแก้ไขปัญหา เช่น เรื่องเงินทุน หรือก่อนหน้าที่มีการปรับลดภาษีให้ในจำนวนที่มากและยาวนานด้วย ถือว่าคุ้มกับผู้ประกอบการอยู่แล้ว ส่วนข้อกังวลว่าจะทำให้การย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นนั้นเรียนว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่างเขาเตรียมที่จะย้ายฐานการผลิตแล้ว ถึงไม่ปรับเพิ่มค่าจ้างเขาก็ไป แต่ขณะเดียวกันก็มีอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เข้ามาแทนอยู่แล้ว ดังนั้นตนมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    97%
  • ไม่เห็นด้วย
    3%

บอกต่อ : 33