อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2562

'โรม'เปรียบกระบวนการยุติธรรมเป็น'วิกฤตข้อยกเว้น'

“รังสิมันต์ โรม”เปรียบกระบวนการยุติธรรมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า“วิกฤตข้อยกเว้น” ฝั่งหนึ่งถูกเสมอ แต่อีกฝั่งผิดเสมอ ด้าน“สาวิตย์ แก้วหวาน”แนะ แยกศาลแรงงานเป็นอิสระเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน  จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2562 เวลา 17.31 น.


เมื่อวันที่ 14 ต.ค.  ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว มีการจัดงานเสวนาโต๊ะกลมวาระประชาชนเรื่อง ยุติธรรมวิกฤต จะปฏิรูปกระบวนการยุติธรมอย่างไรไม่ให้เลือกปฏิบัติ-สองมาตรฐาน โดยนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวช่วงหนี่งว่า กระบวนการยุติธรรมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีคนที่ถูกซ้อมทรมานมาอย่างยาวนาน จนถูกตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเพราะเห็นตรงข้ามกับฝ่ายรัฐหรือไม่ หรือกระบวนการยุติธรรมของเรามีอยู่จริงหรือไม่ วันนี้เราอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า วิกฤตข้อยกเว้น โดยฝั่งหนึ่งถูกเสมอ และอีกฝั่งหนึ่งผิดเสมอ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังใช้วิธีดำเนินคดีไปก่อนแล้วค่อยมาว่ากัน ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายปิดปาก กรณีนี้ทำให้ประชาชนไม่รู้ว่าควรจะใช้สิทธิเสรีภาพหรือไม่ เพราะอาจจะถูกดำเนินคดีก็ได้ เหล่านี้คือสิ่งที่กรรมาธิการฯ ได้รับเรื่องมา แล้วจะดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง

ด้านนายสาวิตย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า กระบวนการไกล่เกลี่ยระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างวันนี้เรียกว่าต่ำกว่ามาตรฐาน บางครั้งมีการขู่คนงานว่าสู้ไปก็แพ้ ถ้ารับเงินไปก็จบ นอกจากนี้ เมื่อผู้ใช้แรงงานสู้ชนะ อยากจะกลับเข้าไปทำงาน แต่กลับคิดว่าคงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้อีกแล้ว จึงมีการสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตรงนี้เป็นสิทธิตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่การคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน ขณะที่ศาลแรงงานนั้น ผู้พิพากษามาจากศาลแพ่งบ้าง ศาลอาญาบ้าง ซึ่งไม่ได้ชำนาญงานด้านแรงงานโดยเฉพาะ จึงพิจารณาในเชิงแพ่งและเชิงอาญา ตรงนี้ควรปฏิรูปโดยให้ศาลแรงงานเป็นอิสระขึ้นมาโดยเฉพาะ

ขณะที่นายกษิต ภิรมย์ อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตนขอแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ คดีที่มีนัยทางการเมือง กับคดีอาญาทั่วไปที่เกี่ยวกับประชาชน โดยคดีที่มีนัยทางการเมืองนั้นมักจะเกิดจากการต่อสู้กับฝ่ายอำนาจรัฐ ผู้มีอำนาจรัฐจึงใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ข้าราชการประจำก็กลายเป็นเครื่องมือของรัฐ ส่วนแต่ละหน่วยราชการก็ยังช่วยกันปกปิดคนของตัวเอง ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ขณะที่การตั้งข้อหาแบบครอบจักรวาลนั้น เราจะต้องมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะชี้แจงกับตำรวจได้แม้ตำรวจจะไม่เห็นด้วย แต่จะต้องบันทึกข้อท้วงติงของเราไว้ในเอกสารของอัยการ ก่อนที่จะไปถึงศาลยุติธรรม ทั้งนี้ การพิจารณาคดีนั้นต้องดูที่เจตนา และควรเอาแบบอย่างประเทศญี่ปุ่น ที่มีคณะกรรมการมากลั่นกรองคดีก่อนที่จะไปถึงศาลด้วย.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    62%
  • ไม่เห็นด้วย
    38%

บอกต่อ : 20