อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 ตุลาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 ตุลาคม 2564

แนะ4ทางแก้ปัญหา"เฟคนิวส์" สร้างภูมิคุ้มกันการเสพข่าว

"ปลัดดีอีเอส" ยัน "ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม"ไม่ใช่เพื่อการเมือง แจงทำหน้าที่เช็กข้อมูลให้ปชช. ด้าน "ไอติม"ระบุแก้ปัญหาข่าวปลอมต้องเป็นที่ห่างจากรัฐบาล แนะสร้างภูมิคุ้มกันการเสพข่าว อย่าตัดสินนักการเมืองด้วยอารมณ์ความชอบ เสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2562 เวลา 16.23 น.


เมื่อวันที่ 2 พ.ย.  ที่ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ ปี 2562 ในหัวข้อ 'ข่าวเท็จบนโลกอินเทอร์เน็ต 4.0 ในมิติทางกฎหมาย โดยมี น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม อดีตผู้สมัครส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ รศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล หัวหน้าภาควิชาวารสารและสารสนเทศใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยน.ส.อัจฉรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลข่าวปลอม หรือ เฟคนิวส์  ทำให้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เกิดแนวความคิดในการตั้ง "ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (ANTI-Fake News)" ซึ่งการตัดตั้งศูนย์ดังกล่าวตนขอยืนยันว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการเมือง แต่ศูนย์ดังกล่าวข่าวนั้นเราเน้นในการเช็กข้อมูลในเนื้อหาข่าว 4 ประเด็นหลักๆ คือ 1.ข่าวปลอมที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน 2.ข่าวปลอมที่สร้างความแตกแยกในสังคม 3.กลุ่มข่าวที่สร้างให้ประชาชนหลงเชื่อ และ 4.ข่าวบ่อนทำลายภาพลักษณ์ทั่วประเทศ ซึ่งการตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมนั้น ประเทศไทยอาจจะใช้บริบทจากไต้หวัน ที่เป็นการสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร โดยศูนย์ฯจะประสานหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อตรวจเช็กว่าข้อมูลนั้นจริงหรือไม่ 

น.ส.อัจฉรินทร์ กล่าวอีกว่า บางประเทศเช่น ฝรั่งเศส หรือสิงคโปร์ใช้วิธีป้องกันโดยวิธีการร่างกฎหมายออกมาโดยเฉพาะ แต่ไทยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่มา เนื่องจากกฎหมายฉบับเดิมที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ที่รองรับในการแก้ไขปัญหาเฟคนิวส์ ทั้งนี้ยืนยันว่าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมนั้นไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อมาปิดกั้นข่าวเฟคนิวส์ แต่เราทำหน้าที่เพื่อตรวจสอบเช็กข้อมูลว่าข่าวนั้นจริงหรือไม่ ก่อนที่จะส่งต่อให้พ.ร.บ. ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ทำหน้าที่ลงโทษต่อไป แต่การดำเนินการลงโทษได้นั้นจะ เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีผู้เสียหายเท่านั้น

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเฟคนิวส์ หากมองในเชิงบวกมันคือความเจริญเติบโตของเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย ซึ่งโซเชียลมีเดียนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการพัฒนาประเทศ รวมถึงเป็นพื้นที่ที่เปิดให้ประชาชนได้มีการเเสดงความคิดเห็นมากขึ้น ส่วนข้อเสียของโซเชียลมีเดียคงหนีไม่พ้นคำว่าเฟคนิวส์ ซึ่งหากพูดถึงเฟคนิวส์เราพยายามตัดเรื่องของความคิดเห็น ออกไป ท้ายสุดเเล้วเรื่องเฟคนิวส์ก็คือเรื่องของข้อเท็จจริง ว่าสิ่งมี่ปรากฎในข่าวนั้นเป็นข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงหรือขัดกับความเป็นจริง ถ้าเป็นความคิดเห็นที่เราไม่ชอบหรือว่าเป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับคนที่เราไม่ชอบ เราก็ควรเเสดงความกระตือรือร้นในการต่อต้านเท่ากับข่าวปลอมเกี่ยวกับคนที่เราชอบ แต่อย่างไรก็ตามในมุมของเท็จจริงเองก็ไม่ได้ขาวหรือดำเสมอไป ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาการต่อต้านข่าวปลอมมีความซับซ้อนกว่าที่จะเป็น อาทิ นักการเมืองคนหนึ่งพูดว่าต้องการจะนำนักโทษที่หนีไปต่างประเทศคนหนึ่งกลับบ้านมาเพื่อดำเนินคดี แต่ถ้าเราตัดตอนคำพูดคำหนึ่งให้เหลือแค่ว่า "จะพานักโทษที่หนีไปต่างประเทศกลับบ้าน" ตัดคำว่าดำเนินคดีออกไป ความหมายก็เปลี่ยนทันที แต่ถามว่าข่าวนี้ปลอมไหม ก็ไม่ปลอมซะทีเดียว อันนี้ก็เป็นตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ทำให้นักการเมืองต้องระวังมากในคำพูดการให้สัมภาษณ์ เพื่อไม่ให้คำพูดที่เราพูดออกไปแล้วหากมีการตัดคำพูดแล้วความหมายจะต้องไม่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นความท้าทายของนักการเมือง

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ปัญหาเกิดขึ้นในประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่นนั้น เนื่องจากคนไทยเสพข่าวผ่านโซเชียลจำนวนมาก อีกอย่างคือมีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากซึ่งสัดส่วนกลุ่มนี้อาจจะไม่เท่าทันกับข่าวปลอม และอีกอย่างคือโครงสร้างการหารายได้ของสำนักพิมพ์ ผ่านยอดขายทางโซเชียลในการลงโฆษณา จึงทำให้สื่อสิ่งพิมพ์สร้างยอดขายผ่านการพาดหัว-เขียนข่าวที่กระตุกอารมณ์ของผู้เสพสื่อ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้น ซึ่งมันทำให้เกิดความล่อแหลมในการบิดเบือนและเจตนารมณ์ของข้อเท็จจริง สุดท้ายเฟคนิวส์หรือข่าวปลอมจะมีปัญหามากขึ้นในสังคมที่มีความแตกแยกทางการเมือง ส่วนทางออกนั้นใครจะต้องเป็นคนแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ตนมองว่าผู้เล่นที่จะเขามาจัดการข่าวปลอมมากที่สุดควรจะห่างจากรัฐบาลมากที่สุด เพราะท้ายสุดแล้วรัฐบาลก็เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับข่าวปลอมในหลายๆเรื่อง โดยที่ภาคประชาชนเองควรจะมีบทบาทเข้ามาจัดการมากกว่ารัฐบาล 

ส่วนเเนวทางการแก้ไขปัญหา 4 อย่าง คือ 1.ควรนำข่าวปลอมนั้นออกจากแพตฟอร์มให้เร็วที่สุด 2.ทำอย่างไรให้มีการกระตุ้นของนักเช็กข้อมูลเท็จจริงมาเเปะข้อมูลโต้แย้งบนข่าวปลอมนั้นมากที่สุด 3.เพิ่มความโปร่งใสในการลงแฟตฟอร์มข่าวนั้นว่าใครเป็นนานทุนในการลงข่าวนั้น ตลอดจนความรับผิดชอบของสื่อมนดารคัดกรองข้อมูลข่าวปลอมนั้น และ4.การเพิ่มความเท่าทันต่อเทคโนโลยีของคนทั้งประเทศ ทั้งนี้การเสพข่าวต้องใช้อารมณ์น้อยที่สุด แต่ต้องใช้เหตุผลและข้อเท็จจริงมากที่สุด


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 35