อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563

วงเสวนาเปรียบคดีที่ดิน 'ปารีณา-ชาวบ้าน'รัฐ2มาตรฐานเลือกดำเนินคดี

วงเสวนาที่ดินจวกรัฐ 2 มาตรฐาน ทำคดีรุกที่'ปารีณา-ชาวบ้าน' แฉ5 ปีคดีทวงคืนผืนป่าพุ่ง 4.6 หมื่นคดี ซ้ำร้ายตรวจสอบเป็นของนายทุนหรือชาวบ้าน แนะเร่งตรวจสอบนิรโทษกรรม-ตั้งกองทุนเยียวยาคนได้รับผลกระทบ   เสาร์ที่ 7 ธันวาคม 2562 เวลา 17.12 น.

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 13.30 น. สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) มูลนิธิชุมชนไท กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน Land Watch Thai และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ได้จัดเสวนา เรื่อง “จากปารีณา 1,700 ถึงปัญหาที่ดินของคนจน : ข้อเสนอและทางออก” โดยมีประชาชนให้ความสนใจร่วมรับฟังจำนวนมาก  โดยนายประยงค์ ดอกลำไย ประธานคณะกรรมการ กป.อพช. กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องการจัดการที่ดินอยู่ โดยมีปัญหามาจากความ 2  มาตรฐาน ทั้งแง่ของนโยบาย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดนโยบายเรื่องการทวงคืนผืนป่าของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็เห็นว่าล้มเหลว โดยมีการตั้งเป้าว่าจะกำหนดพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 40 หรือประมาณ 128 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ อนุรักษ์ร้อยละ 25 หรือประมาณ 80 ล้านไร่ และป่าร้อยละ 15 หรือประมาณ 48 ล้านไร่ แต่วันนี้นับรวมแล้วประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 31 หรือ 102 ล้านไร่ ซึ่งก็ต้องมีการทวงคืนผืนป่าต่อ แต่ปัญหาคือตามนโยบายคือการทวงคืนจากนายทุน ไม่ให้กระทบชาวบ้าน แต่วันนี้กลับพบว่ามีชาวบ้านจำนวนมากที่ถูกฟ้องร้องคดีรุกที่ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมารวมแล้วกว่า 4.6 หมื่นคดีความ โดยไม่มีการตรวจสอบว่าคนเหล่านี้เป็นนายทุนจริงๆ หรือชาวบ้านกันแต่ ซึ่งจากข้อมูลเฉพาะที่จ.น่านมีคดีรุกที่ป่าไม้ถึง 289คดี ในจำนวนนี้เพิ่งตรวจสอบและพบว่า 48 คน เป็นคนยากไร้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีก็ยังคงดำเนินต่อไปโดยบอกว่าให้ไปต่อสู้กันในชั้นศาล
 
นายประยงค์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งยังพบปัญหาเรื่องการจัดสรรที่อย่างที่จ.สระบุรี มีการเอาที่คืนจากประชาชน แล้วไปออกกฎหมายให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเข้าไปจัดสรร รวมแล้ว 3 พันไร่ แบบนี้ถามว่า 2 มาตรฐานหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องที่ ส.ป.ก. ที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูป เมื่อราวๆ ปี 59 ก็บอกว่าหากเกิน 500 ไร่ ต้องมีการส่งคืน แต่ที่ดินของน.ส.ปารีณา กลับไม่ถูกเอาคืน แต่ชาวบ้านโดน ทำไมคำสั่งของคสช. อีกทั้งยังมีการแก้ปัญหากันอย่างเร่งด่วน ขณะที่ชาวบ้านบางคนต่อสู้มาทั้งชีวิตคดีก็ยังไม่จบ ทั้งนี้ตนเสนอว่าสำหรับที่ป่าไม้ที่มีอยู่ร้อยละ 31 นั้น ให้ปรับเป็นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งหมด โดยอยู่บนพื้นฐานให้ชุมชนเข้าไปดูแล และใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน พื้นที่อุทยานหากอยู่ในพื้นที่อบต.ก็ให้อบต.ดูแล ถ้าเกิดปัญหาอบต.รับผิดชอบ  และตนคิดว่าควรยุบรวมกรมป่าไม้ กรมอุทยาน กรมที่ดิน แล้วตั้งเป็นกรมส่งเสริมการจัดการป่าไม้ ซึ่งจะประหยัดงบและได้ประโยชน์

 

ด้าน นายสุมิตรชัย หัตถสาร ผอ.ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น กล่าวว่า ตนอยากให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่มีการยึดคืนไปว่าแท้จริงแล้วมีนายทุนถือครอง หรือยึดไปจากชาวบ้าน เพื่อที่จะได้ชื่นชมยินดีกับการที่รัฐออกมาประกาศว่าทวงคืนผืนป่าได้สำเร็จ ทั้งนี้การต่อสู้คดี ไม่ว่าจะเป็นชั้นตำรวจหรือชั้นศาล จะเห็นมาตรการกดดันให้ยอมรับเพื่อไม่ให้ยุ่งยาก หรือแม้แต่ที่ผ่านมาตนมักได้ยินคำว่าคดีนโยบาย หรือนิตินโยบายนั่นหมายความว่ากระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง สำหรับ 4.6 หมื่นคดีรุกที่ป่านั้น จากข้อมูลมีคนคำนวณค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 70,000 ต่อคดี  เท่ากับว่ามีการเอาเงินภาษีไปใช้ตรงนี้กว่า 2.8 พันล้านบาท  ยังไม่นับรวมความสูญเสียที่ชาวบ้านไปกู้หนี้ ยืมสินมาต่อสู้อีก คิดคร่าวๆ รวมกันแล้วราวๆ 5 พันล้านบาท ถ้าเทียบกับคดีของน.ส.ปารีณา เราจะเห็นว่ามีกฎหมายหลายตัวที่เกี่ยวข้อง แต่เลือกใช้กฎหมายปฏิรูปที่ดินซึ่งไม่มีโทษทางอาญา เพียงแต่ให้มีการยึดคืนเท่านั้น แต่พอเป็นประชาชนทั่วไป ซึ่งตนเคยทำคดีให้ซึ่งที่ผ่านการรังวัดแล้วรอประกาศส.ป.ก. แต่ถูกดำเนินคดีรุกที่ป่าสงวน มีโทษจำคุก แต่ศาลให้รอลงอาญา นี่ทำให้เห็นว่าส.ป.ก.มีการตัดสินคดีความไปทางใดทางหนึ่งได้ ดังนั้นตนขอเสนอว่ากระบวนการยุติธรรมต้องมีอิสระ เปิดโอกาสให้มีการวินิจฉัยสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่ดูแค่ตัวกฎหมายอย่างเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันกฎหมายที่เกี่ยวต้องมีการปฏิรูป และตั้งคำถามเรื่องการดำเนินคดีแบบนี้เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่

 

ขณะที่นายไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การปฏิรูปที่ดินไม่มีมิติของสิทธิมนุษยชน และสิทธิของชุมชนเลย ทั้งๆ ที่การจัดการป่าให้ยั่งยืนต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ว่าเรื่องการอนุรักษ์อย่างเดียว ไม่ใช่ว่าจะเอาคนเข้าคุกอย่างเดียว ดังนั้นตนเสนอว่าต้องเอาทหารออกจากการปฏิรูปที่ดินป่าไม้ อดีตที่ผ่านมาหากยังจำได้คือโครงการอีสานเขียว วันนี้ยังมาทำอีก ทั้งนี้การแก้ปัญหาที่มีผลกระทบคนจำนวนมากจะใช้วิธีรุนแรงไม่ได้ ใช้วิธีแบบทหารไม่ได้ แทนที่จะสร้างความสุขกลับกลายเป็นการสร้างบาดแผลให้ประชาชน เป็นการจัดการที่ไร้มาตรฐาน วันนี้คดีเกี่ยวกับที่ดิน และป่าไม้มีคนติดคุกจำนวนมากเป็นอันดับ 2 รองจากคดียาเสพติด  ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบ หากพบว่าไม่ผิดต้องมีการนิรโทษกรรม และตั้งกองทุนเยียวยาอย่างเหมาะกับที่เขาต้องติดคุกละการสูญเสียโอกาสต่างๆ
 
นางพรพนา ก๊วยเจริญ ผู้ประสานงานกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน กล่าวว่า แค่การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของน.ส.ปารีณา ยังพบปัญหาการถือครองที่ดินจำนวนมาก ดังนั้นขอให้มีการเปิดเผยการถือครองที่ดินของเอกชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการผลักดันพ.ร.บ.ภาษีอัตราก้าวหน้าด้วย และขอให้มีการจัดตั้งกองทุนที่ดิน ออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดิน เป็นต้น

 

ทั้งนี้ในตอนท้ายผู้ร่วมเสวนาได้มีการอ่านแถลงการณ์ 4 ข้อ เรียกร้อง 1. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง 2.ยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่า แผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ 2557 และ 3. ปฏิรูปกฎหมายป่าไม้ แก้ไขนิยามมาตรา 4 พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ยกเลิกมติครม.และ พ.ร.บ. รวมถึงคำสั่งคสช.และสนช.ที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ และ 4.เปิดเผยการถือครองที่ดิน และยกเลิกประกาศที่ดินรัฐทุกประเภทที่ทับซ้อนที่อยู่อาศัย หรือที่สาธารณะ เอาปิดคนทำผิดในการออกเอกสารสิทธิ ผู้ครอบครองผิดกฎหมาย.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    94%
  • ไม่เห็นด้วย
    6%

บอกต่อ : 18